กิจกรรมสร้างสรรค์ : พระครูพิศาลธรรมจารี แสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง อนิมิตธรรมกถา งานบำเพ็ญกุศลศพ คุณยายบัว ฉินกระโทก อายุ 105 ปี ณ นิวาสสถาน เมืองลองบีช แคลิฟอร์เนีย

  • 4 ปีที่แล้ว
  • pichainart1976

8 มิถุนายน 2564 เวลา 10:00 น. พระครูพิศาลธรรมจารี ประธานมูลนิธิพระธรรมจาริก ลอสแองเจลิส หัวหน้าคณะทำงานวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร แสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง อนิมิตธรรมกถา งานบำเพ็ญกุศลศพ คุณยายบัว ฉินกระโทก อายุ 105 ปี ณ นิวาสสถาน เมืองลองบีช แคลิฟอร์เนีย

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ชีวิตํ พยาธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปนํ คติ ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ อนิมิตฺตา น นายเรติ

ณ บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนาใน อนิมิตตธรรมกถา ปรารภงานบำเพ็ญกุศลศพ..... พร้อมด้วยท่านที่เคารพนับถือ อีกหลายท่าน หลายคณะร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เพื่ออุทิศผลานิสงส์แห่งบุญกุศลส่งไปให้แก่........ผู้ล่วงลับ ด้วยความรัก ด้วยความอาลัย หวังที่จะให้ ผู้ลาลับล่วงไป มีความร่มเย็นเป็นสุขในสัมปรายภพ

การที่คณะท่านเจ้าภาพทุกท่าน ได้จัดให้มีพระธรรมเทศนาในโอกาสนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องของการฟังพระธรรมเทศนาเป็นเรื่องสำคัญ โบราณท่านกล่าวไว้ว่า “สังขารจะสวยเพราะหมั่นขัดสี คนจะดีเพราะหมั่นฟังเทศน์ ถ้าอยากจะเป็นคนวิเศษ ต้องหมั่นสร้างเหตุแห่งความดี”

การฟังเทศน์ก็เป็นความดีอย่างหนึ่ง อันว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นกฎกติกาหรือจราจรของชีวิต ธรรมดารถยนต์ที่ขับไปตามกฎจราจร ย่อมไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย ฉันใด คนเราแต่ละคนก็เหมือนรถยนต์แต่ละคัน ที่แล่นไปบนถนนแห่งวิถีชีวิต ถ้าทุกคนได้ปฏิบัติตามหลักธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นเสมือนหนึ่งกฎจราจรชีวิตแล้ว ชีวิตก็จะปลอดภัย ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมเทศนาจึงต้องฟังให้รู้เรื่อง จำให้ได้ แล้วนำไปปฏิบัติจึงนับว่าการฟังธรรมะ แล้วจดจำนำไปปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกๆท่าน

ท่านทั้งหลายมารำลึกนึกถึง ...... ซึ่งได้พลัดพรากจาก ญาติมิตร พี่น้องและท่านที่เคารพนับถือกันไปแล้ว ด้วยวัย105 ปี การจากไปครั้งนี้ ยังความเศร้าโศกเสียใจอาลัยรัก ให้เกิดแก่ท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะ ...... และครอบครัว ..... เป็นอันมาก เพราะเป็นการจากชนิดที่เรียกว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น” จะปลอบปลุกเท่าไร ท่านก็คงไม่ฟื้นคืนมาอยู่กับเรา อาตมภาพในนามคณะสงฆ์......... ขอแสดงความเสียใจ และเสียดายในการจากไปของ ...... ร่วมกับครอบครัว............และคณะท่านเจ้าภาพไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

โบราณท่านกล่าวไว้ว่า “อันคนดีอยู่ไหนใครก็รัก จากเขาก็อาลัย ตายก็มีคนเสียดายคิดถึง” ตามประวัติ ........ เป็นปูชนียบุคคล ที่ลูกหลานเคารพรัก เลื่อมใสมาก

อาศัยเหตุที่ท่านผู้ล่วงลับเป็นคนดีดังกล่าวแล้ว การจะหักห้ามจิตใจมิให้หวั่นไหวหรือเศร้าโศกเสียใจ ในการจากไปของท่านคงจะห้ามมิได้ เข้าลักษณะว่า “จะห้ามน้ำตามิให้ไหลจะห้ามหัวใจมิให้สะท้อน” ย้อนระลึกนึกถึง ....... ผู้จากไปห้ามมิได้แน่ๆ

ฉะนั้น เมื่อที่สุดมาถึงก็จำต้องจากกันไป บางคราวพ่อแม่ตายก่อนลูก บางครั้งลูกตายก่อนพ่อแม่เอาแน่ไม่ได้ บางรายตายพร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูกก็มี อย่างไรก็ตามท่านบอกว่า “จากกันยามเป็นได้เห็นน้ำใจ จากกันยามตายได้เห็นน้ำตา” อันน้ำตาเป็นเครื่องวัดค่าราคาคน คนไม่ดีย่อมไม่มีใครหลั่งน้ำตาให้ พวงมาลัยก็ดี พวงหรีดก็ดี ที่ท่านทั้งหลายนำมามอบแก่ท่านเจ้าภาพนั้น มิได้เป็นการอาลัยแก่ผู้ตายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องแสดงน้ำใจหรือวัดน้ำใจของท่านด้วย อันน้ำใจเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มาก บันดาลได้ทุกอย่างยากที่จะหาน้ำใดเสมอเหมือน ดังท่านกล่าวไว้ว่า “น้ำบ่อคลองยังเป็นรองน้ำใจ น้ำที่ไหนๆก็สู้น้ำใจไม่ได้” “คนจะดีเพราะว่ามีน้ำใจ คนจะร้ายเพราะน้ำใจไม่มี” ยามใดเล่าที่เราควรจะแสดงน้ำใจหรือเห็นใจกัน ท่านสอนให้ดูเพียง ๓ ยาม คือ ๑. ยามจน ๒. ยามเจ็บ ๓. ยามจาก

ทั้งสามยามนี้แหละจะเป็นโอกาสหรือเวลาพิสูจน์น้ำใจกัน ยามยากจน, ขัดสน มีผู้ใดเกื้อหนุนเจือจุนอนุเคราะห์สงเคราะห์เราบ้าง, ยามเจ็บไข้ได้พยาธิ, ใครเยี่ยมยามถามข่าวสารทุกข์สุกดิบเราบ้าง และสุดท้ายยามจาก...หมดลมแล้วยังจะมีใครร่วมอาลัยในการจากไปของเราบ้างฯ

จึงสรุปได้ว่า พวงหรีด ดอกไม้ พวงมาลัย และอื่นๆ ที่ท่านทั้งหลายได้นำมาเป็นจำนวนมาก เป็นเครื่องวัดถึงค่าหรือราคาของผู้จากไป และวัดน้ำใจของผู้อยู่ภายหลัง ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาที่ให้เกียรติมา เป็นเครื่องวัดถึงคุณธรรม คือเมตตากรุณาธรรม ที่มีต่อท่านเจ้าภาพและผู้วายชนม์

เครื่องบินก็ดี เรือเดินทะเลก็ดี จะไปสู่จุดหมายปลายทางหรือไปตรงเป้าหมายได้ต้องอาศัยเข็มทิศ มีปัญหาหรืออุปสรรคขัดข้องก็มีสัญญาณบอกเหตุ แต่ชีวิตกลับตรงกันข้าม หามีเข็มทิศหรือมีเครื่องหมายอะไรบอกเหตุหรือเป็นไปไม่ กังพระบาลีที่ได้ยกมาเป็นอุเทสเทศนา ณ เบื้องต้นว่า ชีวิตํ พฺยาธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปนํ คติ ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ อนิมิตฺตา น นายเร. แปลเป็นไทยถือใจความว่า ชีวิต (ความเป็น) ๑. พยาธิ (ความเจ็บป่วย) ๑. กาละ (เวลาเจ็บหรือจาก) ๑. เทหนิกเขปนะ (สถานที่ๆ จะทอดร่างลงไปตาย) ๑. คติ (ที่หมายภายหลังสิ้นชีวิต) ๑. ฐานะ ๕ อย่างนี้ไม่มีนิมิตเครื่องหมายบอกเหตุล่วงหน้า เป็นธรรมชาติที่บอกไม่ได้ทายไม่ถูก เหตุให้ตาย ดังได้กล่าวแต่ต้นว่า ความตายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิต เป็นสมบัติของชีวิตที่ทุกชีวิตจะต้องประสบเหตุที่จะทำให้สิ้นชีวิตนั้น ท่านกำหนดไว้ ๔ ประการ คือ ๑. ตายเพราะสิ้นอายุ ๒. ตายเพราะสิ้นกรรม ๓. ตายเพราะสิ้นทั้งอายุและสิ้นกรรม ๔. ตายเพราะมีกรรมมาตัดรอน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เบื้องต้นจะได้สกัดเอาประโยชน์ของการมางานศพ ให้ท่านทั้งหลายได้สดับศึกษาสัก ๕ ประการ ซึ่งเป็นการถอดความจากพระคาถาในติโรกุฑฑสูตร ซึ่งพระเจ้าพระสงฆ์นำมาอนุโมทนาหลังจาก ยถาสัพพีฯ ว่า โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต. เป็นอาทิ แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ ดังนี้

๑. ได้บอกความเป็นญาติ - ทั้งญาติโดยสายโลหิตและญาติธรรม

๒. ได้ประกาศเกียรติคุณ - ทั้งของผู้ตายและของเจ้าภาพ

๓. ได้สนับสนุนคนดี - ถวายกำลังแก่สมณะพระสงฆ์ผู้ดำรงพระศาสนา

๔. ได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อเจ้าภาพ - เห็นใจในโอกาสประสบพบกับความสูญเสีย

๕. ได้ซึมซาบในสัจจธรรม - เข้าใจในกฎธรรมชาติอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ธรรมะจากผี – ของดีจากพระ

ว่าถึงประโยชน์ของการมางานศพแล้ว คราวนี้จะได้ว่าถึงประโยชน์ของความตายบ้าง อันความตายหากค้นให้พบหาให้เจอ จะพบว่าในความตายนั้นมีสาระแก่นสารที่น่าศึกษามากมายหลายสถาน แต่เพื่อให้เหมาะแก่เวลาจักนำมากล่าวโดยย่อๆ สัก ๓ ประการ คือ

๑. ทำให้เห็นความดีของผู้ตายเด่นชัดขึ้น

๒. ทำให้ญาติมิตรพี่น้องปรองดองสามัคคีกันกว่าแต่ก่อน

๓. ก่อให้เกิดอัปมาทธรรม ความไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต

ประการที่ ๑ ช่วยให้เห็นความดีของผู้ตายเด่นชัดขึ้น ข้อนี้อุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่ ที่เคยให้ร่มเงาและที่อยู่อาศัยแก่หมู่วิหคแก่นกกาตลอดถึงมนุษย์ เมื่อธรรมชาตินั้นยังอยู่ก็มิสู้ได้คำนึงถึงคุณค่า ต่อเมื่อใดถูกพายุพัดโค่นหรือถูกตัดไปเสียแล้วยามนั้นคุณค่าของโพธิ์ไทรจะผุดงอกในความรู้สึกกว่าปกติ อีกอย่างคล้ายเวลาหิวกระหายใคร่จะดื่มน้ำ มีภาชนะเช่นแก้วหรือขันใสให้ดื่ม จะทานอาหารมีช้อนมีจานใส่ให้บริโภค ยามที่แก้ว, ขัน, ช้อน, จาน ยังอยู่ก็มิสู้จะเห็นความสำคัญนักปล่อยเกะกะทิ้งขว้าง ต่อเมื่อใดจะทานอาหาร ช้อนจานไม่มีจะดื่มน้ำแก้วก็แตกขันก็หาย นั่นแหละคุณค่าของสิ่งต่างๆเหล่านี้จะผุดงอกในจิตสำนึกมากกว่าเดิม แม้ชีวิตคนก็เช่นเดียวกัน รวมความว่าอะไรก็ตามที่พลัดพรากจากไปแล้ว มิสามารถนำกลับคืนมาได้สิ่งนั้นล้วนมีคุณค่าเป็นเพิ่มพูน

ประการที่ ๒ ช่วยให้ญาติพี่น้องปรองดองกันมากขึ้น ก็ด้วยอำนาจความรัก ความอาลัย ความเห็นใจ ในโอกาสที่แต่ละฝ่ายประสบพบกับความสูญเสีย

ประการที่ ๓ ก่อให้เกิดอัปมาทธรรม ความไม่ประมาท ก็เพราะความตายจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดมุมมองสอดส่องชีวิตตน จนเกิดเป็นปัญญาหรือแววจิตคิดเห็นความไม่เที่ยงแท้แปรเปลี่ยนของชีวิต จนเกิดการยอมรับในกฎแห่งธรรมชาติ และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะต้องประสบคือมัจจุราช หรือความตาย

คำสั่งพ่อ

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเตือนไว้ว่า ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย สังขารร่างกายอยู่ไม่นานนักก็จักแตกสลายชีวิตเป็นอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ต้องจากกันไป วิสัยของผู้มีปัญญา จึงมิควรตั้งอยู่ในความประมาทพึงฝึกหัดซ้อมจิตให้รู้เท่าทันต่อความเป็นไปของชีวิต ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้” วิธีที่จะเผชิญกับความตายได้อย่างไม่สะทกสะท้าน หวาดกลัว ต้องอาศัยการเตรียมดังที่โบราณท่านสอนให้เตรียม ดังนี้

ท่านกล่าวไว้ว่า “เกิดเป็นคนแล้วต้องเตรียม ถ้าไม่เตรียมเสียเหลี่ยมของความเป็นคน” และเสนออุบายวิธีเตรียมตัวก่อนตายไว้ ๔ วิธี ดังนี้

ประการที่ ๑ ทำบุญเป็นนิจ คำว่า “บุญ” เป็นชื่อของความสุข, ความดี, เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การสั่งสมบุญเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ชีวิตจะราบรื่นหรือล้มลุกก็เพราะบุญที่ทำกรรมที่สร้าง ดังคำที่ท่านกล่าวว่า “ยามบุญมาวาสนาช่วยที่ป่วยก็หายที่หน่ายก็รัก หากบุญไม่มาวาสนาไม่ช่วย ที่ป่วยก็หนักที่รักก็หน่าย” เพราะฉะนั้น พึงทำบุญไว้ให้มากจักได้สุขสบายทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ประการที่ ๒ คิดถึงความตาย การระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์อยู่เสมอ จัดเป็นมรณานุสสติ จักได้คลายความประมาทมัวเมา ความยึดมั่นถือมั่น ฝึกจิตให้คุ้นชินกับความตาย จนกระทั่งมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จัดเป็นผู้มีขวัญดี ไม่หวั่นไหว ยามร้ายคือมรณะมาถึง

ประการที่ ๓ วิจัยสมบัติ คำว่า “วิจัยสมบัติ” หมายถึง แยกแยะ แบ่งสรร ปันส่วน ในทรัพย์สินมรดกให้เรียบร้อย หรือทำพินัยกรรมไว้ให้ดี ป้องกันลูกหลานที่ขาดคุณธรรมและจิตสำนึกทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงสมบัติ ภายหลังการจากไปของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีไม่น้อยที่ปล่อยให้ผีพ่อแม่กลายเป็นผีอนาถา ไร้ญาติขาดมิตรหมดผู้เหลียวแล แม้แต่จะทำบุญอุทิศหรือกรวดน้ำไปให้

ประการที่ ๔ จัดการเรื่องหนี้ จัดการเรื่องหนี้ คำว่า “หนี้” หมายถึงสิ่งที่เราจะต้องจ่ายต้องใช้ทดแทน จะหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงไม่ได้ ถือว่ามีความผิด ไม่ผิดกฎหมาย ก็ผิดกฎแห่งศีลธรรมทุกชีวิตที่เกิดมาต่างก็หนีหนี้ไม่พ้นด้วยกันทั้งสิ้น หนี้อะไรบ้างที่ผูกพันกับชีวิตอยู่ตลอดเวลาเช่น ๑. หนี้ชีวิต ๒. หนี้บุญคุญ ๓. หนี้ทรัพย์สินเงินทอง ๔. หนี้เวรหนี้กรรม หนี้ทั้งสี่ประเภทนี้ หนี้ชีวิตถือว่าสำคัญที่สุด พ่อแม่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของลูก เพราะท่านให้ยอดของทรัพย์ คือชีวิตเลือดเนื้อ เมื่อมีโอกาสพึงจัดการชำระหนี้ ด้วยวิธีกตัญญูกตเวที ตอบแทนความดีของท่าน ด้วยการเลี้ยงดูท่านทั้งกายและใจ อย่าปล่อยให้ท่านอดอยากลำบากกายใจยามแก่ชรา พึงแบ่งเบาภาระด้วย ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน รักษาวงศ์ดำรงตระกูลไว้ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมให้ท่านไว้วางใจ เพื่อท่านจะมอบมรดกให้ครอบครองในภายหน้า ยามท่านเจ็บไข้ไม่นิ่งดูดายต้องเยียวยารักษา ถึงคราวมรณาต้องจัดการงานศพให้

ผู้ที่เตรียมพร้อมได้ครบทั้ง ๔ วิธี ดังกล่าวนี้ ย่อมมีหลักประกันได้ว่า “อยู่ก็สบายไปก็สะดวก” เหมือนเดินทางในที่โล่ง ย่อมโปร่งใสทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ความดีเกื้อหนุนทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวม ๓ ชั้น ด้วยกันคือ

๑. มาดีเพราะมีบุญ - เกิดมาในตระกูลดี มีพ่อแม่ดี มีฐานะดี นี่แหละที่เรียกว่าบุญส่ง, บุญเสริม, บุญสนับสนุน

๒. อยู่ดีอย่างมีคุณ - ท่านมีทั้งคุณประโยชน์ และคุณความดี

๓. ไปดีอย่างมีทุน - ทุนหรือเสียงที่จะส่งให้ท่านไปสู่สุคติ หรือความดีทุกประการ ท่านได้สั่งสมไว้พร้อมแล้ว

ท่านสาธุชนทุกท่าน เราจำต้องพลัดพรากจากคนรัก, ของรัก, ของชอบใจเป็นธรรมดา จักล่วงพ้นสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ แต่จะแก่อย่างไร เจ็บอย่างไร ตายอย่างไร พลัดพรากจากกันอย่างไร จึงจะไม่เป็นทุกข์ ก็ด้วยการที่ทุกท่านตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และหันหน้ามาเตรียมใจก่อนตาย ด้วยอุบายที่ได้ชี้แจงแสดงมา

อิมินา กตปุญฺเญน ขออำนาจบุญกุศลทักษิณานุปทานกิจ ที่คณะท่านเจ้าภาพและญาติมิตร จงสถิตมั่นในคุณงามและความดี ให้ถึงซึ่งความเจริญในมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ สมปรารถนาฯลฯ


อัลบั้มภาพ

`