กิจกรรมสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 882) สิ่งที่ต้องศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “วัด” ในสหรัฐอเมริกา โดย พระครูปิยธรรมวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระมหาชนก
เมื่อหลายปีก่อนได้มีโอกาสมาร่วมฉลองสมณศักดิ์ พระมุนีวิเทศ ที่วัดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คราวนั้นได้พบพระครูปิยธรรมวิเทศ ท่านยังชมว่าเราทำงานเป็นทีมเวิร์ค วัดจะไปได้เร็ว ท่านยังสัพยอกอีกว่า “ซื้อวัดผมไหม ผมจะขายให้” จำเนียรผ่านไปหลายปี ก็ไม่ได้เจอไม่ได้พบปะกันอีก เพราะห่างไกลคนละรัฐ และภารกิจ ศาสนกิจต่างท่านต่างมีมากมาย จะเจอก็คราวงานเป็นงานตาย งานประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกานี่แหละ ด้วยรำลึกนึกถึงบทความที่ท่านเขียนไว้ เห็นว่าโดนใจและได้ข้อคิดอย่างมากในการสร้างวัด พัฒนาวัดในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จังหวะและโอกาสอันเหมาะสมจึงไปค้นรูปที่เคยถ่ายกับท่านมาอ้างอิงนิดหน่อย ต้องกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณที่รังสรรค์งานเขียนชิ้นนี้สำหรับเป็นฐานคิด ฐานสร้าง ฐานพัฒนาวัดต่อไป
………………………………… จำเป็นต้องอ่านให้จบ
(จะได้ไม่เสียเวลาชีวิต)
…..
สิ่งที่ต้องศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “วัด” ในสหรัฐอเมริกา
โดย…พระครูปิยธรรมวิเทศ
(พระมหาปสัณห์ มาลีหวล)
เจ้าอาวาสวัดพระมหาชนก
บ้านพลังเพียร เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย
ประธาน/หัวหน้าสงฆ์
วัดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
เมืองเบเกอร์ฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
….
“
การสร้างศรัทธาปสาทะ ความเชื่อความเลื่อมใส ถือว่าเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
การรักษาศรัทธาที่เกิดขึ้นแล้วให้มั่นคงให้ยิ่งๆขึ้นไป ยิ่งเป็นสิ่งยากกว่า
แต่ว่า ..สิ่งที่ยากที่สุดกว่านั้นอีก ก็คือ เปลี่ยนศรัทธาให้เป็นปัญญา แล้วส่งเข้าหาพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องที่ยากที่สุด
..
สร้างวัดสร้างนั้นสร้างง่าย แต่สร้างคนให้ฉลาดนั้นสร้างยาก
“
๑.วัดเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา และของชาวพุทธทุกคน ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกำลังทรัพย์ กำลังศรัทธาที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน เก็บเล็กผสมน้อยของโยมญาติมิตร ได้พากันเสียสละให้กับวัด วัดไม่ได้เกิดจากเงินก้อนเงินถัง หรือเงินงบประมาณใดๆทั้งสิ้น
๒.วัดต้องมีเจ้าอาวาสเป็นพระเท่านั้น
๓.วัดต้องมีญาติโยมเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ เกื้อกูล อุปัฏฐาก อุปถัมภ์ ค้ำจุนสนับสนุน ส่งเสริม เติมเต็ม แบบบริสุทธิ์ใจ แบบแล้วแล้วไปไม่ยึดติด เป็นวัดกูวัดมึง
๔.ถ้าวัดมีคนๆหนึ่งที่นำความวุ่นวาย ความแตกแยก เป็นคนที่มากด้วยมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดเป็นชอบ มีทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนสูง มากด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรี แบบกูดีคนเดียว กูดีที่สุด กูรวยที่สุด กูเก่งที่สุด ต้องแบบกูเท่านั้น เข้ามาสู่วัด มาอยู่ในวัด มาร่วมกิจกรรมในวัดใดวัดหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของวัดนั้นๆ เพราะจะนำมาซึ่งความแตกแยก แตกความสามัคคีทางความคิด ความเห็น นำไปสู่การทะเลาะ ไม่ลงรอยกัน ไม่มองหน้ากันในที่สุด (มีตัวอย่างหลายวัด)
๕.ถ้าหากว่าวัดไม่มีคนศรัทธาเพียงแค่คนเดียว หรือมีเพียงแค่คนๆหนึ่ง ที่ไม่เข้าวัด วัดก็อยู่ได้ วัดก็ไปรอด ไม่ใช่ปัญหา ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
๖.การสร้างวัดในสหรัฐอเมริกา ต้องใช้เวลา ใช้กำลังทรัพย์ กำลังความศรัทธา ความสามัคคี ใช้สติปัญญา ใช้ความอดทนต่อสู้สูง ในการสร้างขึ้นมา จะเป็นวัดหนึ่งๆได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่สร้างเพียงวันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว เหมือนร้านค้าร้านขาย แล้วก็เปิดขายหาลูกค้า โฆษณาชวนเชื่อกันไป ก็หาไม่
แต่ละวัดที่อยู่ได้นั้น ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมีคนที่มีจิตอาสาสามัคคีร่วมด้วยช่วยกัน จึงเกิดเป็นวัดขึ้นมาได้
๗.เพื่อการได้มา ซึ่งศรัทธา บริษัท บริวาร หรือแม้แต่เงินทอง ของใช้ต่างๆวัด ไม่ควรได้สิ่งเหล่านั้นมาด้วยความไม่บริสุทธิ์ อันเกิดจากการวางแผน สร้างรูปแบบ แบบอย่างไรก็ได้ ขอแค่ได้มา โดยใช้วิธีอกุศโลบาย อเนสนาการแสวงหาที่ผิดธรรมผิดวินัย เช่นให้ความสำคัญ ขยันประจบประแจง เสแสร้ง แกล้งมายา อาสาติดต่อ ยกยอสรรเสริญ เชื้อเชิญเจริญพร ไหว้วอนร้องขอ บีบคอเค้นเอา เขย่าต้น วางแผนหวังผล เป็นต้น (ทำแบบนี้ใครก็ทำได้ คนโง่จะชอบ)
๘.การสร้างวัด อย่าสร้างให้ใหญ่โต ก่อให้เกิดภาระการรับผิดชอบตามมา แบบไม่จบไม่สิ้น เป็นปัญหาหนี้สิน ที่จะต้องรับผิดชอบมากมายเกินรายรับที่ได้มา เกินกำลังที่จะแบกรับขับสู้ ตกเป็นภาระแก่ผู้ดูแลต่อมาอีกด้วย (ถ้าพลาดแล้วแล้วไป)
อย่าให้เป็นแบบแข่งขันกัน แต่ให้มีการแบ่งปันกัน อย่าให้เกิดการเปรียบเทียบ จะทำให้มีการเหยียดหยามกัน อย่าให้มีการลงทุน จะทำให้มีแต่ขาดทุน และวุ่นวาย อย่าให้มีรายจ่ายมากมายเกินตัว จะปวดหัวจนเครียดตาย อย่าสร้างเพื่อประกาศความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จะตรอมใจตาย ขายวัดทิ้งในที่สุด เมื่อหมดบุญ หมดบารมีทางโลก
๙.ระบบวัด คือ ระบบบุญกุศล ไม่ใช่ระบบผลประโยชน์ และเป็นระบบบุญสัมพันธ์ ที่เคยทำมา ทำไว้ ทำแล้วต่อกันมา ร่วมกันมา
ถึงเราจะเหาะได้ เขาก็ไม่ศรัทธา ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง พระองค์ประเสริฐสูงสุด เหล่าเจ้าลัทธิต่างๆ เขาก็ไม่ศรัทธา
๑๐. วัดในสหรัฐอเมริกา มีสถานะเหมือนกับบริษัทๆ หนึ่ง แต่เป็นบริษัทที่ไม่แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจ ซึ่งมีการงานหลายรูปแบบ จำเป็นที่จะต้องมีคนที่มีความสามารถหลายรูปแบบเช่นเดียวกันมารองรับงานนั้นๆ และทุกคนจะต้องทำตามหน้าที่ของตนที่รับมอบหมาย ที่ตนรับผิดชอบ ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไม่ควรก้าวก่าย ทำเกินหน้าที่หรือนอกเหนือหน้าที่ จะทำให้เกิดปัญหาตามมาต้องเสียเวลาแก้ไข เข้าสูตรที่ว่า เสียน้อยเสียมาก เสียยากเสียหลาย
พระก็ทำหน้าที่ของพระ ฆราวาสก็ทำหน้าที่ของฆราวาส แต่ต้องมีความสามัคคี เชื่อฟังกัน มีความอดทน อ่อนน้อมถ่อมตน บอกได้เตือนได้ แนะนำได้ เพราะการทำตามหน้าที่ ก็คือ การปฏิบัติธรรมนั้นเอง
สรุปทั้งพระและโยม ก็มีเป้าหมายหลักอันเดียวกัน คือ ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแพร่ธรรมร่วมกัน เพื่อความสงบเย็นเป็นประโยชน์ต่อตน ต่อคน ต่อโลก ต่อสังคมทั้งชาตินี้ และชาติหน้า
๑๑.ถ้ามีศรัทธา เกิดปัญญา ได้บุญได้กุศลกับวัดไหนก็ควรไปวัดนั้น
ถ้ามีศรัทธา เกิดปัญญา ได้บุญได้กุศลกับพระรูปไหน ก็ควรคบพระรูปนั้น
ไปวัดไหนแล้ว ศรัทธาพระรูปใดแล้ว ไม่เกิดบุญเกิดกุศล ก็ควรงด ควรหลีกเลี่ยง ควรรอก่อน จะได้ไม่เสียเวลาชีวิต เสียเงิน เสียทอง เสียความรู้สึก แบบต้องมานั่งบ่น นั่งทุกข์ เป็นบาปเป็นกรรมติดตัว ติดใจ นั่งเสียดายในภายหลัง
ในกรณี ถ้ามีจิตคิดเพื่อหวังผลประโยชน์ ได้ผลประโยชน์ ก็ควรงดเสีย จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง
และควรที่จะรู้ตัวเองด้วยว่าเราเหมาะกับวัดประเภทไหนด้วย จะได้ไปไม่ผิดวัด
อีกประการหนึ่ง อย่าเก่งเกินไปจนไม่มีวัดที่จะเข้า ไม่มีวัดไหนเหมาะสมกับตนเลย จะทำให้ชีวิตอึดอัด เพราะจะอยู่ยากมันคับโลก
๑๒.มารยาทที่งดงามของชาวพุทธ หรือนิสัยของคนบุญ เมื่อใช้มือกราบวัดนี้ ก็อย่าใช้เท้าเหยียบวัดอื่น เมื่อใช้มือไหว้พระรูปนี้ ก็อย่าใช้เท้าเหยียบพระรูปอื่น
เข้าวัดนี้ นินทาวัดนั้น ออกจากวัดนี้ นินทาวัดโน้น จะทำให้เสียนิสัย ติดตัวไป เป็นวิบากกรรมไปทุกภพทุกชาติ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
๑๓.เมื่อลงเรือด้วยกันแล้ว ก็ควรจะฟังกัน บอกกันได้ เตือนกันได้ สอนกันได้ เปิดโอกาสให้พระได้แนะนำสิ่งที่ดีๆ โยมญาติมิตรถ้าเห็นสิ่งใดผิดปกติ นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย เสื่อมถอย ต่อวัดต่อพระศาสนา ก็ต้องกล้าที่พูดคุยอธิบายปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง ได้ยินได้ฟัง ได้รับรู้อะไรมา ก็อย่าด่วนสรุป เป็นกระต่ายตื่นตูม ควรหาข้อมูลเท็จก่อน ว่าอะไรเป็นอะไร เพื่อแก้นำไปแก้ไข แก้ปัญหาต่อไป
๑๔.วิธีช่วยวัดที่ดีที่สุด เมื่อเรามีจิตเจตนาอยากให้วัดของเราที่เราไปทำบุญ ไปช่วย เป็นสมาชิกอยู่นั้น มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคง มี ๔ วิธี คือ
๑.ไปนั่งสมาธิ ๒.ไปสวดมนต์ ๓.ไปฟังธรรม ๔.ไปทำบุญ ๕.ไปร่วมกิจกรรม ด้วยความเคารพ ไม่ควรไปเพื่อเอาหน้าเอาตา ประกาศตัว ประกาศตนว่าเป็นคนบุญ คนดี แต่จิตใจไร้ภูมิธรรม ภูมิปัญญา
๑๕.วัดในอเมริกา มีทั้งหมด ๓ รูปแบบ คือ
๑.แบบมีโยมเป็นผู้บริหารจัดการ เป็นระบบกรรมการ จะนิมนต์พระมาอยู่ แต่พระต้องอยู่ในระบบการบริหารของกรรมการเท่านั้น พระเป็นเพียงหุ่นเชิด ทำหน้าที่ตามคำสั่ง ระบบนี้นิยมเรียกว่า ระบบโยมเป็นเจ้าอาวาส (มีเยอะ)
๒.แบบมีพระกับโยมเป็นผู้บริหาร พระกับโยมร่วมมือกันบริหารดูแล (ส่วนมากจะทะเลาะกัน แตกหน่อก่อพรรคก่อพวกมาจากแบบแรก)
๓.แบบพระเป็นผู้บริหารจัดการดูแล แต่จะมีโยมที่เป็นจิตอาสามาช่วยดูในบางเรื่อง (มักแตกมาจาก ๒ แบบแรก หรือไม่ก็ไม่ชอบทั้งสองรูปแบบข้างต้น)
สรุป.-ทุกแบบล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีแบบไหนสมบูรณ์แบบที่สุด แล้วแต่เหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ ๒ แบบแรกนั้น มักจะมีปัญหา และเกิดการทะเลาะกันมากที่สุดเท่าที่พบเห็นมา
๑๖.การสร้างวัดขึ้นอยู่ที่ผู้บริหารจัดการ จะตั้งโจทย์ว่า จะให้วัดเป็นอย่างไร ไปในทิศทางไหน (ขึ้นอยู่ที่เจ้าอาวาส และกรรมการผู้บริหาร) จะให้เป็นตลาดขายอาหาร เป็นศูนย์การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เป็นโรงเรียน เป็นโรงพยาบาล เป็นโรงงาน เป็นที่สวดมนต์ภาวนา เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นที่สนุกสนานรื่นเริง ก็ขึ้นอยู่ที่สติปัญญาวิสัยทัศน์ของแต่ละวัดไป
๑๗.ประโยชน์หรืออานิสงส์ในการเข้าวัดที่ทุกคนควรจะได้ ควรจะเข้าถึง คือ มีฐานความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วน้อมนำมาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เบียดเบียนตน และคนอื่น จนได้รับผล คือ เย็นกาย เย็นใจ ชื่นอก ชื่นใจ เบาอก เบาใจ สุขกาย สุขใจ สงบกาย สงบใจ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิแน่วแน่มั่นคง มีสติปัญญาที่สามารถดับทุกข์ให้แก่ตนเอง และช่วยดับทุกข์ให้คนอื่นได้
๑๘.สรุป.-วัดจะไปรอดหรือไม่รอดนั้น ขึ้นอยู่ที่ ๖ สาเหตุ คือ
๑.สติปัญญาวิสัยทัศน์ของเจ้าอาวาส
๒.บุญบารมีของเจ้าอาวาส
๓.ความบริสุทธิ์ใจของเจ้าอาวาส
๔.พระธรรมทูตที่มาอยู่ปฏิบัติศาสนกิจมีจิตสำนึกกตัญญูต่อวัดวาพระศาสนา ทำหน้าที่สอดคล้องตามนโยบายของวัดนั้นๆ ไม่มีจิตคิดหวังผลประโยชน์ใดๆ มีความบริสุทธิ์ใจต่อญาติโยมที่อุปัฎฐาก อุปัฎถัมภ์วัด
๕.โยมญาติมิตรที่เข้าวัดเป็นคนบุญ คนมีศีล มีธรรม ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ กำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ มีความคิดความเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น นอกจากบุญกุศลที่จะนำพาตนให้พ้นทุกข์ พ้นเวร พ้นกรรม ประสบสุขทั้งทางโลกทางธรรมทั้งชาตินี้และชาติหน้า
๖.กาลเวลา และเหตุปัจจัยอีกหลายๆด้าน เช่น ตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง สถานที่ สิ่งแวดล้อมเป็นต้น
