กิจกรรมสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 1,418) บันทึกเรื่องราวดีๆใน “ทริปเซอร์ไพรส์ ณ ประเทศญี่ปุ่น“ ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2567
(ร่าง) บันทึกเรื่องราวดีๆใน “ทริปเซอร์ไพรส์ ณ ประเทศญี่ปุ่น“ ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2567 ………………………………………….
เมื่อศาสนกิจน้อยใหญ่ในเมืองไทยสำเร็จเสร็จสิ้น ก็แพลนจะไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร เมืองซันวัลเล่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สัก 4-5 เดือน ก็จัดแจงประสานงานจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน ประสานงานทีมงานที่อาสาจะไปช่วยงานการพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศ ประสานงานจัดเตรียมสัมภาระเดินทาง และจิปาถะโน่น นี่ นั่น สรุปได้พระธรรมทูต พระธรรมจาริก ร่วมเดินทางรวม 4 รูป ได้แก่ พระครูพิศาลธรรมจารี พระปลัดสุรศักดิ์ อุปสโม พระคนิน โสภณจิตฺโต พระบุญเลิศ โสภณมโน ได้เที่ยวบินของสายการบินแจแปนแอร์ไลน์ และได้วันเดินทางคือวันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2567 เวลา 09:45 นี่. เมื่อครบถ้วนกระบวนความแล้วก็รอวัน รอเวลาเพื่อเดินทาง
………………………………………….
จำเนียรกาลผ่านผัน วันเดือนก็เคลื่อนย้ายมาถึงวันที่ 24 มิถุนายน ต่างฝ่ายต่างเคลียร์งานเล็กๆน้อยๆๆที่ค้างคา และประชุมมอบหมายงานด่านต่างๆ ให้คณะทำงานได้ช่วยกันดำเนินการต่อไปให้สำเร็จลุล่วง ในค่ำคืนนี้ เป็นค่ำคืนสุดท้าย เหมือนๆจะอาลัยอาวรณ์อยู่ นัดหมายรถตผู้และนัดหมายคณะที่จะมาส่งเต็มคันก็ร่วม 10 ท่าน ได้แก่ พระครูพิศาลธรรมจารี พระบุญเลิศ พระธนา พระธนวรรธน์ พ่อแก้ว ตุ้ม จันทร์ แก่น เวลาเที่ยงคืนล้อหมุนจากมวกเหล็ก สระบุรี สู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เวลา 03:00 น. เมื่อลงประตู 7 สำรวจตรวจตราเคาท์เตอรก่อนแล้วก็พักผ่อนกันรอเวลาเจ้าหน้าที่ประจำการในเวลา 05:20 น. ระหว่างนี้ผู้คนเริ่มจอแจกันมากขึ้น เพื่อแก้ง่วงคณะที่มาส่งต่างเดินเล่นกันทั่วไป ถ่ายรูปบ้าง เล่นเน็ตบ้าง จิบน้ำชากาแฟบ้าง จนถึงเวลาตามกำหนดนัด คณะเราก็เช็คอินพร้อมกันรวม 4 รูป จากนั้นลงไปรับฉลองศรัทธาฉันภัตตาหารเช้าที่ชั้น 3 โดยมีคุณธัญญาศิริ วิศรุตโภคิน เป็นทานบดีเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้า เมื่อเสร็จสรรพแล้วก็มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ณ บริเวณมณฑปพระบรมสารีริกขธาตุ แล้วร่ำลากัน …………………………………………. (2) จากบอร์เดอร์พาร์ด เป็นสายการบิน Japan Airlines เที่ยวบินที่ JL 032 บินวันที่ 25 June 2024 จากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย สู่สนามบินนานาชาติโตเกียว ฮาเนดะ เวลา 09:45 น. กำหนดถึงญี่ปุ่น 17:30 น. และรอขึ้นเครื่องต่อไปยังนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เวลา 18:50 น. การเดินทางจากไทยไปญี่ปุ่นก็ไม่มีอะไรขัดข้อง งีบหลับในไปหน่อยนึงมีภัตตาหารเพลมาถวาย นัยตาฝั่งขวาเขม่นยิกๆๆ เหมือนเป็นลางอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้ตระหนกตกใจคิดไปไกลถึงขอบหล้าฟ้าเขียว ก็ภาวนาพุทธโธ ธัมโม สังโฆ แล้วอธิษฐานขอให้ตนเองและคณะเดินทางโดยสวัสดิภาพ เพื่อให้การพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศสำเร็จลุล่วงลงด้วยความเรียบร้อยตามแผนงานและโครงการ …………………………………………. (3) จากสุวรรณภูมิไปสนามบินฮาเนดะ ล่วงเลยไปราวๆ 6 ชั่วโมง เครื่องบินได้ลดระดับลงสู่สนามบินนานาชาติโตเกียว ฮาเนดะ คณะเราทั้ง 4 รูป เดินหา Gate เพื่อพักรอขึ้นเครื่องตามที่ Boarding Pass แจ้งไว้คือ เวลา 18:55 น. เมื่อทราบ Gate แล้วก็ไปยังที่เป้าหมายรอเวลาอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า นั่งพักยังไม่ทันหายเหนื่อยเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าย้าย Gate จาก 143 ไป 134 ระหว่างนี้ก็สนทนาปราศรัยกันไป เล่นเน็ตกันไป แชทไลน์ แชทเฟสกันไป เพลิดเพลินกัน จนเจ้าหน้าที่ประกาศเลื่อนเที่ยวบินจาก 18:55 น. ไป 1 ทุ่มครึ่ง และประกาศเลื่อนไปเป็นสามทุ่ม และประกาศเลื่อนรอบสามเป็นห้าทุ่ม พร้อมทั้งแจ้งข่าวสารให้ไปรับอาหารเครื่องดื่มที่เคาท์เตอร์เซอร์วิต หลังจากอิ่มหนำกันถ้วนทั่ว ก็ได้รับข่าวคราวว่าเที่ยวบินนี้ยกเลิก มีกำหนดเดินทางอีกที่วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน คณะเรายังนั่งแจ่วไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร จนกระทั่งคนไทยมาแจ้งข่าวคราวจึงได้ทราบความกัน และขวนขวายกระตือรือร้น ประสานงานต้นขั้วที่ซื้อตั๋วกันเป็นการอลหม่าน สรุปสั้นๆว่า ทางสายการบินจะรับผิดชอบห้องพัก อาหารเช้า อาหารเที่ยง เป็นโรงแรมใกล้ๆสนามบิน แต่เราจะต้องทำพิธีการผ่านด่าน ตม. เพื่อขอวีซ่าเข้าพำนักในประเทศญี่ปุ่น กว่าขั้นตอนนี้จะแล้วเสร็จเวลาล่วงเลยไปถึง 3 นาฬิกาเศษ ทั้งเพลีย ทั้งง่วงจับใจ ได้ห้องได้หับก็หลับเป็นตาย สรุป ได้ห้องพักที่โรงแรม Villa ติดสนามบิน และได้วีซ่า 15 วัน ก่อนเอนหลังหารือท่านคณินให้แจ้งแม่ชีจริยา กัลยาณมิตรสายธรรมทูตที่พำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเตรียมมาพาเที่ยว จัดโปรแกรมทัวร์ และเคลียร์ปัญหาตั๋วเครื่องบิน หลังจาเอนหลังลงที่นอนก็บลึก ตื่นมาอีกทีตอนแปดโมงเช้า สรงน้ำสรงท่าก็ลงไปฉันภัตตาหารเช้าที่ Food Mall ก่อนมาเจรจาเที่ยวบิน ของวันนี้ โดยความอนุเคราะห์เกื้อกูลของแม่ชีจริยา ที่นำพาคณะให้อยู่รอดปลอดภัยไปได้ไฟว์บิน ได้เที่ยว ได้พักผ่อนอิริยาบถ …………………………………………. (4) ความอลหม่านของเทีายวบินนี้ ทำให้เราได้กัลยาณมิตรเพิ่มอีกหลายท่าน อาทิ คุณเอ คุณลินดา โดยเฉพาะแม่ชีจริยา ที่เอื้อเฟื้อขวนขวายคณะเรามาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เช้านี้แม่ชีจริยา จึงอาสามารับบุญ แปลภาษาสนาทนาปราศรัยประสานงานด้านต่างๆ จนเรียบร้อยดีงามทุกประการ กัลยาณมิตรอีกท่านที่บังเอิญเจอที่ Lobby โรงแรม คือคุณลินดา ชะตากรรมเดียวกัน และก็ต้องไปร่วมชะตาตลอดวันนี้เช่นกัน คุณลินดามีแพลนจะบินไปแอลเอและต่อไปฟินิกส์ มีสัมภาระมามากมายความกังวลใจจึงมามากกว่าคณะเราเป็นทวีคูณ เมื่อความกระจ่าง สว่างจ้าปรากฎ สรุปความว่าวันนี้ไม่มีเที่ยวบินเป็นวันพรุ่งนี้เวลาแปดโมง คณะเราก็ได้อัพเดทคีย์การ์ดห้องพักเป็นคืนที่สอง และนำสัมภาระไปเก็บห้องเดิม จากนั้นได้รับความอนุเคราะห์เกื้อกูลจากอุบาสิกาแม่ชีจริยา พาไปติดต่อเคาท์เคอร์ของเจแปนแอร์ไลน์ และอเมริกันแอร์ไลน์ อีกคราวเพื่อความชัวร์ สรุปชัดๆ ว่า “ไม่ได้ความกระจ่างใดๆๆ จึงนัดหมายวันพรุ่งนี้ 09:00 น. มาติดต่อเคาท์เตอร์อีกที” ทางเราไม่ได้ซีเรียส เพราะเป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง วันนี้เราได้บัตรฉันเพลจากสายการบิน ที่ต้องชิมอาหารญี่ปุ่น ณ ประเทศญี่ปุ่นเป็นมื้อแรก และหารือกันกับคณะ จัดโปรแกรมไปเที่ยวถึงฟูจิโน้น พ่อเจ้าและคุณรุนช่อง ไม่ไกล้ ไม่ไกล เมื่อมีวิกฤตก็มีโอกาส ดีเลย์ เลื่อน ยกเลิกเที่ยวบินนี้ก็ดีอย่างนี้นี่เอง ได้เที่ยว ได้ชม ได้ชิม ได้ช้อป ได้แชะ เป็นอีกประสบการณ์ใหม่ๆๆ …………………………………………. (5) วันนี้แม่ชีจริยา อนุเคราะห์นำเที่ยว เช่ารถ และบริกรเป็นสารถีตลอดการเดินทาง มีกำหนด 3 แห่ง คือ (1) หมู่บ้านน้ำใส หมู่บ้านโอชิโนะ ฮักไก (Oshino Hakkai Village)" (2) เขาฟูจิ และ (3) ศาลเจ้า Fuji Sengen คณะเราไปถึงหมู่บ้านโอชิโนะ ฮักไก (Oshino Hakkai Village)" (หมู่บ้านน้ำใส) ตีนเขาฟูจิราวๆบ่ายสอง ก็เดินชม เดินทัวร์ ท่ามกลางผู้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งไทย ญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง และอื่นๆ อากาศเย็นสบาย มีแดดพอให้อุ่นๆ "หมู่บ้านโอชิโนะ ฮักไก (Oshino Hakkai Village)" เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ บริเวณทะเลสาบยามานาคาโกะ (Lake Yamanaka-ko) ซึ่งในปี 2013 ภูจิซังได้รับเลือกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก ที่นี่เองก็ได้รับเลือกในฐานะส่วนหนึ่งของฟูจิซังด้วย และเพราะในบริเวณนี้มีบ่อน้ำใสๆ รวมกันกว่า 8 บ่อ ทำให้คนไทยเราเรียกที่นี่ว่า "หมู่บ้านน้ำใส" นั่นเอง วนมาท่าน้ำทะเลสาบเพื่อถ่ายรูปภูเขาฟูจิ ถึงจะทัศนวิสัยไม่สู้ดีก็พอได้ชมได้เห็น ก่อนไปแวะชมศาลเจ้าใกล้ๆๆกัน จากตรงนั้นมาตรงนี้ไปตรงโน้นก็กินเวลา ตวนเจียนจะมืดค่ำ อากาศเย็นสบาย สถานที่ก็สะอาดตา สง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายจริงๆ ศาลเจ้า Fuji Sengen จุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าสู่ภูเขาฟูจิ ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าสนซีดาห์คือ เซ็นเก็น จินจา (Sengen Jinja) ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่า คิตะกุชิ ฮอนกุ ฟูจิ เซ็นเก็น จินจา (Kitaguchi Hongu Fuji Sengen Jinja) เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นอุทิศแด่เทพเจ้าแห่งภูเขาฟูจิ ที่มีชื่อเรียกว่า โคะโนะฮะนะสะคุยะ-ฮิเมะ (Konohanasakuya-hime) ในปัจจุบันนี้คนที่เดินขึ้นภูเขาฟูจิส่วนใหญ่จะเริ่มต้นกันที่สถานีที่ห้า แต่ในสมัยก่อนนั้นผู้เดินแสวงบุญทั้งหลายจะเริ่มต้นกันที่ศาลเจ้าเซ็นเก็นในฟูจิโยะชิดะ ได้สัมผัสมนต์ขลังของสถานที่แห่งนี้ ในทันทีที่คุณมาถึงและเดินไปบนทางเดินที่เรียงรายด้วยโคมไฟหิน จนกระทั่งคุณมาถึงประตูโทริที่ยืนเด่นอย่างสง่างามภายในบริเวณมีอาคารอยู่หลายหลัง และทุกหลังทาสีแดงเพลิง รวมทั้งต้นไม้ศักดิ์สิทธ์สูงใหญ่สามต้น ซึ่งแต่ละต้นมีอายุกว่า 1000 ปี คณะเราชม มิโคะชิ ที่จัดแสดงอยู่ภายในอาคารหลังหนึ่ง เป็นศาลเจ้าเคลื่ยนที่สำหรับเทพเจ้า หนึ่งในศาลเจ้าเคลื่อนที่นั้นแสดงภาพฟูจิซานที่มีสีแดงชาด ทราบว่าทุกๆ ปี ระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม เซ็นเก็น จินจา จะมีงานเทศกาลที่มีชื่อเรียกว่า Yoshida no Himatsuri เป็นการขอบคุณเทพเจ้าคะโนะฮะนะสะคุยะ-ฮิเมะ จะมีการวางคบไฟสูงสามเมตร เรียงรายจากประตูทางเข้าศาลเจ้าไปจนถึงถนนสายหลักของฟูจิโยะชิดะ และเมื่อถึงเวลาจุดคบไฟทั้งหลาย เมืองทั้งเมืองสว่างไสวดูราวกับกองไฟที่สวยงดงาม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้สามารถเข้าถึงได้โดยรถเมล์จากสถานีฟูจิซานและสถานีคะวะกุชิโกะ (มุ่งหน้าไปยังยะมะนะคะโคะ) คณะเราใช้เวลาไม่นานนัก ณ สถานที่แห่งนี้ เพราะตะวันโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ก็เดินทางกลับ ถึงมหานครโตเกียว ไปเช็คความชัดเจนของสายการบินอีกรอบ ที่เคาท์เตอร์เซอร์วิตของสายการบิน และแล้วก็ไม่มีคำตอบใดใดที่ชัดเจนเลย รู้เพียงแต่ว่าไม่ห้าโมงเย็นก็สองทุ่มของวันพรุ่งนี้ (พฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนา 2567) ฝ่ายเราก็ชื่นใจจะได้วางแผนเที่ยวต่ออีกวัน อีกฝ่ายกังวลใจ เพื่อสัมภาระที่ตระเตรียมมาจะเสียหายต้องเร่งรัดหาเที่ยวบินไปให้ได้ และแล้วก็ทราบว่าไม่ได้หลับได้นอนทั้งคืนสำหรับฝ่ายเร่งรัดเร่งด่วน สำหรับฝ่ายเราก็เอนหลังหลับเป็นตายได้เฝ้าพระอินทร์ …………………………………………. (6) รุ่งขึ้นของวันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน มีไลน์เด้งมาแต่เช้า ให้ไปติดต่อเคาท์เตอร์เพื่อเตรียมตัวเดินทางเช้านี้ ด้วยความเพลียยังคงงัวเงีย ยังไม่ทันได้ลุก อีกทั้งทราบว่าไม่ได้เดินทางเช้านี้แน่นอน จึงไม่ได้ลงไปตามคำบอก จากนั้นก็ลุกตระเตรียมสัมภาระที่กระจัดกระจายตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อคิดว่าได้กลับก็ตระเตรียมให้แล้วเสร็จเสียในเช้านี้ ยากนั้น สรงน้ำ และลงไปฉันเช้าที่เดิม Food Mall ชั้น F1 จากนั้นไปติดตามความคืบหน้าสายการยิน เที่ยวบิน และอะไรต่อมิอะไรต่างๆ วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่อยู่ในญี่ปุ่น เช้านี้มีกัลยาณมิตรมาสมทบอีกหนึ่งท่านคือ Mrs.Khomnet Khamon(คุณเอ) เราใช้เวลาในการเคลียร์ตั๋ว เคลียร์เที่ยวบินและเคลียร์สัมภาระกว่าครึ่งวัน เพราะมีเหตุปัจจัยหลายประการ พนักงานสายการบินก็โยนความรับผิดชอบกันไปมา เราเองก็ฟังญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง จากกรุ๊ปเล็ก 4 รูปเพิ่มเติมอีก 2 คน เป็น 6 เมื่อเป็นกรุ๊ปใหญ่การดึงเกมส์ต่างๆก็ล่าช้าออกไป ด้วยบุญญาและบารมีของกัลยาณมิตรที่ร่วมสร้างร่วมทำทำให้ผ่านฉลุย ใจร่มๆ ใจดี ใจงาม ก็สมประสงค์ดังนี้ เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นหายใจทั่วท้อง สรุปว่าได้ตั๋วเวลา 17:00 น, สายการบินแจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ JL016 จากสนามบินนานาชาติโตเกียว ฮาเนดะ ไปสนามบินนานาชาติลอสแองเจลิส เมื่อกิจนี้สำเร็จก็ไปฉันเพล เป็นมื้อเพลที่อร่อยนัวๆ อาหารญี่ปุ่นแท้ๆ โดยการนำทีมของ Mrs.Khomnet Khamon(คุณเอ) จากนั้นได้รับความอนุเคราะห์เกื้อกูลจากแม่ชีจริยา Mrs.Khomnet Khamon(คุณเอ) และคณะ นำเที่ยวชมเมืองมหานครโตเกียวอีกวาระหนึ่ง …………………………………………. (7) หลังเสร็จสิ้นภัตตกิจเพลแล้ว เวลาบ่ายคณะเรานำโดยแม่ชีจริยา Mrs.Khomnet Khamon(คุณเอ) และพระสงฆ์รวม 4 รูป เดินทางโดยรถไฟเพื่อไปกราบพระวัดสำคัญ หลวงพ่อโต อันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเราชาวไทยด้วย ว่ากันว่า นอกจากภูเขาฟูจิสุดยอดสัญลักษณ์อันโดดเด่นของญี่ปุ่น ที่ใครๆ เห็นภาพแล้วก็บอกได้ทันทีว่าคือที่ไหน ไม่มีพลาด แลนด์มาร์คของญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง ที่ตามหลังมาติดๆ ในเรื่องความโดดเด่นก็ต้องยกให้ พระพุทธรูปไดบุซึต หรือ หลวงพ่อโต แห่งคามาคุระ การเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อโตแห่งเมืองคามาคุระ ในจังหวัดคะนะกะวะ (Kanagawa) โดยรถไฟ 2 ต่อ และหลายสถานี้ได้เห็นบ้านเมือง เห็นวิถีคนเมือง เห็นวัฒนธรรม เห็นอะไรๆมากมายในถนนสายนี้ จนกระทั่งถึงวัดสำคัญ ไหว้พระเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา หลวงพ่อโตแห่งเมืองคามาคุระ ในจังหวัดคะนะกะวะ (Kanagawa) เป็นพระอมิตาภพุทธะที่สร้างด้วยบรอนซ์ ประดิษฐานอยู่บนลานกลางแจ้งของวัดโคะโตะคุอิน (Kotokuin) ด้วยความสูง 13.35 เมตร จัดได้ว่าเป็นพระพุทธรูปบรอนซ์ที่สูงเป็นอันดับสองของญี่ปุ่น รองจากหลวงพ่อโตแห่งวัดโทะไดจิ (Todaiji) ในเมืองนารา ที่มีความสูง 15 เมตร ในขณะที่เดินผ่านประตูวัดเข้าสู่ลานหินกว้าง ที่ทอดตัวไปสุดยังพระพุทธรูปขนาดใหญ่เบื้องหน้า มีเนินเขาเขียวชอุ่มและท้องฟ้ากว้างเป็นฉากหลัง เป็นภาพที่งดงามสดุดตาสดุดใจยิ่งนัก แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่มากมายเต็มลานวัด ภาพเบื้องหน้ายังประทับใจฉันมากมาย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้จนสามารถได้กลิ่นควันธูปจากกระถางธูปบรอนซ์ขนาดใหญ่ ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกปิติยิ่งนัก สร้างขึ้นในปี 1252 ในช่วงสมัยที่รัฐบาลโชกุนแต่งตั้งให้คามาคุระเป็นเมืองศูนย์กลาง และสร้างหลวงพ่อโตให้เป็นพระพุทธรูปสำหรับคุ้มครองเมือง เดิมทีนั้นหลวงพ่อประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลังใหญ่ แต่พระวิหารได้ถูกทำลายลงด้วยภัยพิบัติหลายครั้งหลายครา และในที่สุดหลวงพ่อก็ได้ประทับอยู่กลางแจ้ง ท่ามกลางแมกไม้และขุมเขา อย่างที่เห็นในปัจจุบัน วิธีเข้าถึงวัดโคะโตะคุอิน จากสถานีคามาคุระ ขึ้นรถไฟสายเอะโนะเด็น (Enoden) ไปลงที่สถานีฮะเซะ (Hase) แล้วเดินอีกสิบนาที วัดเปิดให้เข้าชมตั้แต่เวลา 8.00-17.30 น. ค่าเข้าชม 200 เยน ต่อคน ในปัจจุบันนี้พระพุทธรูปไดบุตสุเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ที่แม้แต่คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็อาจจะเคยเห็นรูปขององค์พระผ่านตาบ้างจากโฆษณาขายทัวร์ต่าง ๆ ทั้งนี้เรื่องความดังและความยิ่งใหญ่ของพระใหญ่องค์นี้น่าจะไม่ได้เพิ่งเป็นกระแสในสมัยปัจจุบันที่คนไทยคนไหน ๆ ก็อยากจะไปญี่ปุ่น แต่น่าจะเป็นที่ร่ำลือมานานแล้ว เพราะแม้แต่รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 เองก็ยังได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงนมัสการพระพุทธรูปองค์นี้เช่นกัน... นอกเหนือจากการเสด็จมาทรงนมัสการแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทำการปลูกต้นสนไว้เป็นที่ระลึกด้วย โดยทุกวันนี้ต้นสนที่รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ก็ยังยืนต้นแข็งแรงอยู่เรื่อยมา หากใครได้ไปเยี่ยมชมพระใหญ่ไดบุตสุ ที่เมืองคามากุระแล้วก็อย่าลืมมองหาต้นสนที่ปลูกโดยกษัตริย์ไทย สำหรับการสังเกตว่าต้นสนต้นไหนเป็นต้นสนทรงปลูกนั้นให้สังเกตป้ายหินสลัก โดยต้นสนที่รัชกาลที่ 6 ทรงปลูกอาจสังเกตง่ายกว่าต้นของรัชกาลที่ 7 อยู่เล็กน้อย เพราะมีสลักบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นด้านหน้า และมีแปลเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็ก ๆ สลักอยู่ที่ด้านหลังป้ายหิน โดยภาษาอังกฤษนั้นสลักไว้ว่า “Pine Tree planted by H.I.H Prince of Siam in memorial of his visit here Dec. 27 .1902.” หมายถึง “ต้นสนที่ปลูกโดยเจ้าฟ้าแห่งสยาม เป็นที่ระลึกในการเสด็จเยือน ณ ที่แห่งนี้ เมื่อ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1902”... สำหรับต้นสนทรงปลูกในรัชกาลที่ 7 นั้นอาจจะต้องเป็นผู้ที่รู้ภาษาญี่ปุ่นจึงจะหาเจอง่ายหน่อย เพราะป้ายหินที่บอกข้อมูลว่าใครเป็นผู้ปลูกนั้นสลักเป็นภาษาญี่ปุ่นเพียงภาษาเดียว แปลได้ว่า “ต้นสนทรงปลูกโดยพระเจ้ากรุงสยาม ที่ระลึกในโอกาสเสด็จเยือน ณ ที่นี้ เมื่อ 9 เมษายน ค.ศ. 1931” พระเจ้ากรุงสยามในช่วง ค.ศ. 1931 หรือ พ.ศ. 2474 นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นั่นเอง ต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรณาโปรดเกล้าฯ ให้เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นปลูกต้นสนแทนต้นของในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่หมดอายุไป และในหลวงรัชกาลที่ 10 ขณะดำรงพระอิศริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ทรงเสด็จปลูกต้นสนในปีพุทธศักราช 2530 จากนั้นคณะเรามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ณ บริเวณต้นสนพระราชอนุสรณ์ของกษัตริย์ไทย ต้นที่ 1 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ต้นที่ 2 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 และต้นที่ 3 ล้นเกล้า รัชกาลที่ 10 ก่อนกลับมีคณะนักเรียนชาวญี่ปุ่นมาขอถ่ายรูปด้วย เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญๆ ขออนุโมทนาบุญกับกัลยาณมิตรที่ร่วมด้วยช่วยเชียร์เอาใจใส่ดูแลด้วยดีตลอดทริปนี้ แม่ชีจริยา และ Mrs.Khomnet Khamon(คุณเอ) ที่สร้างบรรยากาศแห่งกัลยาณมิตร บรรยกาศแห่งการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ วิถีธรรม วิถีไทย ในครั้งนี่ รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก





















