กิจกรรมสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 1,656) การแสดงพระธรรมเทศนา ”กัณฑ์กฐินานิสังสกถา“ โดย พระครูพิศาลธรรมจารี

  • 6 เดือนที่แล้ว
  • pichainart1976

แสดงพระธรรมเทศนา ”กัณฑ์กฐินานิสังสกถา“ โดย พระครูพิศาลธรรมจารี : ทานบดีเจ้าภาพ โดย ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา สงวนทรัพย์ จุดเทียนธูปกระบะนมัสการ คุณธีระยุทธ สงวนทรัพย์ จุดเทียนส่องธรรม พลตำรวจตรี (หญิง) อุบลทิพย์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาพระธรรมเทศนา ……………………………………………

๑. ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้ว ๒๕๖๘ พรรษา ปัจจุบันสมัย เดือนตุลาคมมาศ สุรทินที่ ๑๒ โสรวาร พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนัยที่สาธุชน จะพึงกำหนดนับได้ด้วยประการะฉะนี้

……………………………………………

๒. นะโม ๓ จบ กาเล ททนฺติ สปญฺญา วทญฺญู วีตมจฺฉรา กาเลน ทินนํ อริเยสุ อุชูภูเตตุ ตาทิสุ วิปปสนุนมนาติ (บุคคลผู้ที่ถวายเป็นผู้ที่มีใจเลื่อมใส ประกอบด้วยปัญญา ทานของผู้นั้นย่อมมีผลที่ไพบูลย์ บุญย่อมเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า)

……………………………………………

ณ บัดนี้จักได้แสดงพระธธรรมเทศนาใน กฐินานิสังสกถา พรรณนาถึงบุญพิเศษในทางพระพุทธศานา คือการถวายผ้ากฐิน ทั้งส่วนที่เป็นประวัติความเป็นมาของกฐิน ทั้งส่วนที่เป็นประเพณี และอานิสงส์ เป็นเครื่องเสริมส่งคุณธรรมเพิ่มพูนปัญญา อัปมาทธรรม สัมมาปฏิบัติ แก่สาธุชนพุทธบริษัท ผู้สนใจใจใฝ่ศึกษา ตามสมควรแก่เวลา

……………………………………………

มีเรื่องเล่าว่า เตนะ สมเชนะ สมัยนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรงสาวัตถี ครั้งนั้นมีภิกษุชาวเมืองปาฐา หรือเมืองป่าวา จำนวน ๓๐ รูป ล้วนทรงธุดงคคุณ สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีอัธยาศัยชอบอยู่ป่า ได้เดินทางจากเมืองปาฐา เพื่อมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่พอมาถึงเมืองสาเกต ก็เข้าเขตฤดูฝนพอดี เลยต้องจำพรรษา

อยู่ที่นั่น เมื่อออกพรรษาแล้วก็รีบเดินทางต่อไปยังเมืองสาวัตถี ขณะนั้นฝนตกชุก ต้องบุกน้ำลุยโคลน กรำฝนทนแดดไปตลอดทาง ผ้าจีวรก็เปียกเปื้อนไปด้วยน้ำฝนและโคลนตม

เมื่อเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กราบทูลเรื่องต่างๆ ที่ประสพระหว่างเดินทาง พระพุทธองค์ทรงเห็นความลำบากของภิกษุเหล่านั้น ทรงประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้น ได้รับผ้าใหม่เพื่อผลัดเปลี่ยน จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาครบ ๓ เดือนบริบูรณ์ ครั้นปวารณาแล้วรับผ้ากฐินที่มีที่ผู้ศรัทธาถวายได้ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้รับพระบรมพุทธานุญาต จึงได้จัดการถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก ในพระพุทธศาสนา และมีผู้ศรัทธาจัดถวายผ้ากฐินขึ้นทั่วไปทุกวัดสืบทอดเป็นประเพณีจนถึงทุกวันนี้ฯ

……………………………………….. อาตมภาพ ผู้ได้รับฉันทามติ จากท่านพระสังฆชินบุตรพุทธชิโนรส ซึ่งนั่งปรากฏอยู่ ณ ธรรมาสน์ อาสน์สงฆ์ (เบื้องหน้า)ของอาตมภาพ ให้รับหน้าที่แสดงพระธรรมเทศนาฉลองศรัทธาท่านทานบดีเจ้าภาพ อาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ ที่มีจิตศรัทธาประสาทะในการปฏิบัติสังฆกรณียกิจของคณะสงฆ์ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาวิชชาลัยธรรมะ อาศรมพอเพียงภิรมย์ แห่งนี้ เป็นคำรบสอง กล่าวคือ ในปฐมพรรษา ปี 2566 อาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ ได้ปวารณาต่อที่ชุมนุมสงฆ์รับเป็นประธานถวายผ้ากฐิน และได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคมประทานผ้าไตรกฐิน เพื่ออัญเชิญมาทอดถวาย ณ ที่ชุมนุมสงฆ์แห่งนี้ ในปีนั้นเองเสนาสนะในอารามได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย ทั้งในส่วนของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การพัฒนาสังคม การศึกษา วิชาการ และการบริหารจัดการสถานที่ให้เป็นสัปปายะ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ ในปีต่อมา อาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ ได้อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย มาปลูกเป็นอนุสรณ์สถานในวันวิสาขบูชา นับเป็นความเอื้อเฟื้อ ความศรัทธาอันแรงกล้า ของอาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ มีต่อธรรมสถานแห่งนี้ ระหว่างนั้นมีโครงการสร้างสรรค์มากมายโดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร กลุ่มศิลปินกรีนยูธ และหน่วยงานอื่นๆ จำเนียรกาลผ่านมาในปัจจุบันสมัย ปี 2568 นี้ อาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ ได้ปวารณารับเป็นประธานถวายผ้าไตรกฐินอีกครั้ง และได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม เมตตาประทานผ้าไตรกฐิน พร้อมด้วยพระเดชพระคุณ พระพรหมโมลี ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กรรมการมหาเถรสมาคม มอบผ้าไตรกฐิน เพื่ออัญเชิญมาทอดถวาย ณ ที่ชุมนุมสงฆ์ในตติยพรรษากาลนี้ นับได้ว่า ธรรมสถานแห่งนี้ได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระ และได้รับความอนุเคราะห์เอื้อเฟื้อจากเหล่าสังฆบริษัท มี อาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ เป็นต้นเป็นประธาน พร้อมด้วยเหล่ากัลยาณมิตร พุทธศาสนิกชน และบรรดาสังฆบริษัททั้งในและต่างประเทศ

…………………………………

ท่านสาธชนทั้งหลาย ในชาดก ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ทำให้เราเห็นภาพความสำคัญของบุญกฐินอย่างน่าอัศจรรย์ โดยกล่าวว่า อำนาจบุญกุศลที่ได้ถวายผ้ากฐิน เป็นกุศลผลบุญที่ใหญ่หลวง ผู้ถวายจะปรารถนาความสำเร็จใด ๆ ในภพชาติใหม่ ก็จะให้สำเร็จได้ดังมโนรถความปรารถนา หรือถ้าจะปรารถนาพุทธภูมิก็ดี ปัจเจกภูมิก็ดี สาวกภูมิก็ดี สาวิกาภูมิก็ดี เมื่อมีวาสนาบารมีแก่กล้าแล้วก็จะได้สำเร็จดังมโนปณิธาน หรือความปรารถนาที่ตั้งไว้

…………………………………

ในอติเทวราชชาดก ได้เล่าเรื่องพระเจ้าจิตรราชบรมโพธิสัตว์เจ้า ทรงถวายคู่แห่งผ้าเพื่อกฐินแก่พระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทรงเปล่งพระดำรัสว่า “ข้าพเจ้าขอถวายผ้ากฐินแด่พระภิกษุสงฆ์” ดังนี้ เมื่อเสร็จจากพิธีถวายผ้ากฐินแล้ว ก็ทรงประทับอยู่ ณ บนราชอาสน์อันสมควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงทรงประเคนอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยภัตตาหารมีรสเลิศต่าง ๆ มีข้าวยาคู เป็นต้น ในลำดับนั้น สมเด็จพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสด็จประทับ ณ ท่ามกลางแห่งพระภิกษุสงฆ์ ฝ่ายพระเถรเจ้าผู้เป็นธรรมเสนาบดีชื่อว่า พระภัททานิกรรมก็ได้กรานกฐินนั้น ครั้นเสร็จจากการกรานกฐินแล้ว พระโกณฑัญญพุทธเจ้าก็เสด็จประทับในท่ามกลางพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

             ส่วนสมเด็จพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดินั้น ก็ได้เสด็จเข้าไปสู่ที่ใกล้พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ถวายบังคมด้วยพระเบญจางคประดิษฐ์แล้ว ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานความปรารถนาขึ้นว่า

        อิมินา กฐินทาเนน พุทฺโธ โหมิ อนาคเต

        ยทา สพฺพญฺญุตปตฺโต ตารยิสฺสามิ ปาณินํ

        แปลว่า “ด้วยอำนาจกฐินทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลโน้นเถิด ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูญุตญาณเจ้าแล้วในกาลใด ก็จะรื้อขนสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏฎ์ในกาลนั้น”

           ครั้นจบคำอธิษฐานลง พระโกณฑัญญพุทธเจ้า จึงทรงพิจารณาดูไปในอนาคตกาล ก็ได้ทรงทราบด้วยพุทธจักษุญาณว่า ความปรารถนาของบรมกษัตริย์องค์นี้จักสำเร็จสมพระประสงค์ จึงได้ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่ง ๓ อสงไขยแสนกัลป์ นับแต่กัลป์นั้น พระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดินี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า “โคดม” ได้แก่ พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายในบัดนี้

           ขณะเดียวกัน ผู้ที่ถวายผ้ากฐินแล้วบังเกิดความปีติ ความสุขใจ แม้มิได้อธิษฐานคุมวงบุญไว้ ก็ได้รับอานิสงส์ไปเกิดเป็นเทวดาและอานิสงส์ที่จะต่อเนื่องไปในภพหน้า ดังคำประกาศบุพพกุศลของท้าวสักกเทวราช ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ว่า

        “คราวหนึ่งเราเกิดเป็นกุฎุมพีผู้มีทรัพย์อยู่ ณ เมืองพาราณสี ได้ถวายผ้าพระกฐินจีวร (แก่พระปทุมุตรสัมพุทธเจ้า) เราจุติจากอัตตภาพเป็นมนุษย์แล้ว ได้เกิดเป็นภูมิเทวดามีศักดาเดชอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ เสวยทิพยสมบัติอยู่นาน

ครั้นจุติจากอัตตภาพเป็นภูมิเทวดาแล้ว ได้เกิดเป็นสักกเทวราชผู้มเหศราธิบดีแห่งเทวดาทั้งหลาย ครั้นจุติจากอัตตภาพแห่งสักกเทวราชแล้ว จักเกิดเป็นจักรพรรดิมีกำลังเดชานุภาพมากในทวีปทั้งสี่ และจักเสวยมนุษย์และเทวสมบัติสิ้นแสนกัลป ด้วยอำนาจผลแห่งกฐินทาน ด้วยประการฉะนี้”

        ในสมัยพระศาสนาของพระกัสสปสัมพุทธเจ้า บุรุษชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเป็นคนเข็ญใจไร้ที่พึ่ง ไปอาศัยเศรษฐีสิริธรรมผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ โดยยอมตนเป็นคนรับใช้ มีหน้าที่ดูแลรักษาหญ้า จึงได้ชื่อว่า ติณบาล แปลว่า ผู้ดูแลรักษาหญ้า ตั้งแต่บัดนั้น

        วันหนึ่งเขาคิดว่า “ตัวเรานี้เป็นคนยากจนเช่นนี้เพราะไม่เคยทำบุญอันใดไว้ในชาติก่อนเลย มาชาตินี้จึงตกอยู่ในฐานะผู้รับใช้คนอื่น ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีสมบัติติดตัวแม้แต่น้อย” เมื่อคิดดังนี้แล้วเขาได้แบ่งอาหารที่ท่านเศรษฐีให้ ออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งถวายแก่พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาต อีกส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับตนเองรับประทาน ด้วยเดชกุศลผลบุญอันนั้น ทำให้ท่านเศรษฐีเกิดสงสารเขา แล้วให้อาหารเพิ่มอีกเป็น ๒ ส่วน เขาได้แบ่งอาหารเป็น ๓ ส่วน ถวายแก่พระสงฆ์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งให้แก่คนจนทั้งหลาย ส่วนที่สามเอาไว้บริโภคสำหรับตนเอง เขาทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลาช้านาน

        ต่อมาเป็นวันออกพรรษา เหล่าชนผู้มีศรัทธาต่างพากันทำบุญกฐินเป็นการใหญ่ แม้ท่านเศรษฐีสิริธรรมก็เตรียมจะถวายกฐิน จึงประกาศให้ประชาชนทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน เมื่อนายติณบาลได้ยินก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นในใจทันที จึงเข้าไปหาท่านเศรษฐีถามอานิสงส์ของกฐิน เศรษฐีตอบว่า “มีอานิสงส์มากมายหนักหนา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสยกย่องสรรเสริญว่าเป็นทานอันประเสริฐ”

        เมื่อเขาได้ทราบดังนี้แล้ว ก็มีความโสมนัสปลาบปลื้มเป็นอันมาก แสดงความประสงค์ที่จะร่วมอนุโมทนาในการบำเพ็ญทานครั้งนี้ด้วย จึงได้กลับไปที่อยู่ของตน แล้วเกิคความคิดขึ้นว่า “เราไม่มีอะไรเลย แม้แต่ผ้าดีๆ สักผืน เราจะทำบุญร่วมกับท่านเศรษฐีได้อย่างไร” เขาครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน หาสิ่งที่จะร่วมอนุโมทนากฐินกับท่านเศรษฐีไม่ได้ ในที่สุดเขาได้เปลื้องผ้านุ่งของตนออกพับให้ดี แล้วเย็บใบไม้นุ่งแทน เอาผ้านั้นไปเร่ขายในตลาด

        ชาวตลาดทั้งหลายเห็นอาการเช่นนั้น ก็พากันหัวเราะกันลั่น เขาชูมือขึ้นแถลงว่า "ท่านทั้งหลายหยุดก่อน อย่าหัวเราะข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ายากจนไม่มีผ้าจะนุ่ง จะขอนุ่งใบไม้แต่ในชาตินี้เท่านั้น ชาติหน้าจะนุ่งผ้าทิพย์"ครั้นพูดชี้แจงแก่ประชาชนชาวตลาดดังนี้แล้ว เขาได้ออกเดินเร่ขายเรื่อยไป ในที่สุด เขาได้ขายผ้านั้นในราคา ๕ มาสก (๑ บาท) แล้วนำไปมอบให้ท่านเศรษฐี เศรษฐีได้ใช้เงินนั้นซื้อด้ายสำหรับเย็บไตรจีวร ในกาลครั้งนั้นได้เกิดโกลาหลทั่วไปในหมู่ชน ตลอดถึงเทวดาในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นฟ้า และล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าพาราณสี จึงรับสั่งให้นำนายติณบาลเข้าเฝ้า แต่เขาไม่ยอมเข้าเฝ้าเพราะละอาย จึงได้ตรัสถามความเป็นไปของเขาโดยตลอดแล้ว ทรงให้ราชบุรุษนำผ้าสาฎกราคาแสนตำลึงไปพระราชทานแก่เขา ครั้นตายจากโลกมนุษย์แล้วได้ไปเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ มีนางฟ้าเป็นบริวาร นอกจากนั้นได้พระราชทานบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติ เป็นอันมาก แล้วโปรดให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีในเมืองพาราณสี มีชื่อว่า ท่านติณบาลเศรษฐี เมื่อเขาดำรงชีวิตอยู่พอสมควรแก่อายุขัยแล้ว ก็ตายไปเกิดเป็นเทพบุตรในดาวดึงส์พิภพ เสวยสมบัติทิพย์อยู่ในวิมานแก้ว สูงได้ ๕ โยชน์ มีนางเทพอัปสรหนึ่งหมื่นเป็นบริวาร ส่วนเศรษฐีสิริธรรม ครั้นตายจากโลกมนุษย์แล้วได้ไปเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ มีนางฟ้าเป็นบริวาร เช่นเดียวกันกับท่านติณบาลเศรษฐี

         กฐินมิได้มีอานิสงส์เฉพาะเจ้าของกฐินเท่านั้น แม้ผู้ชักชวนให้ผู้อื่นทอดกฐิน ถ้ารู้จักวิธีในการอธิษฐานบุญก็ย่อมได้รับอานิสงส์เหมือนกัน

        ดังในนรชีวกฐินทานชาดก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญญาสชาดก ได้เล่าเรื่องที่พระพุทธองค์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเกิดเป็นนายนรชีวะ อยู่ในครอบครัวยากจน แต่เป็นลูกกตัญญูเลี้ยงดูมารดา ได้ชักชวนเศรษฐีที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตร ชวนให้เศรษฐีมีศรัทธาถวายผ้ากฐินแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เศรษฐีมีความยินดีได้จัดกฐินไปถวายพระภิกษุสงฆ์ จึงได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงผลหรืออานิสงส์แห่งการถวายผ้ากฐิน พระปทุมุตตรสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “บุคคลเหล่าใดปรารถนาหาความสุขนั้น ได้ถวายผ้ากฐินจีวรไว้ บุคคลเหล่านั้นจะพ้นจากความทุกข์ เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ก็ย่อมจะถึงความสุขในหมู่เทวดาและมนุษย์ และจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น นี้เป็นผลแห่งกฐินทาน”

นายนรชีวะจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีในอนาคตกาล เมื่อเศรษฐีได้ฟังอานิสงส์กฐินทานเช่นนั้น ก็มีใจชื่นบานยิ่งนัก ส่วนนายนรชีวะผู้เป็นพระโพธิสัตว์ได้หมอบกราบแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า ได้กราบทูลถึงเหตุที่ตนเป็นผู้ชักชวนให้เศรษฐีมาทำบุญสำเร็จด้วยกายวาจาใจ จึงขอตั้งวาจาธิษฐานว่า

         อิมินา ภนฺเต ปุญฺเญน ปโพธิโต กฐินํ เทมิ

         อนาคเต พุทฺโธ โหมิ ยาว พุทฺธตํ นานุปตฺโต

          มา ทลิทฺโท ภวามหํ

        แปลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยกุศลผลบุญที่ข้าพระองค์ได้ชักนำกุฎุมพี(เศรษฐี)ให้ถวายผ้ากฐินนี้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในกาลภายหน้า แม้ข้าพระองค์ยังไม่ไปถึงความเป็นพระพุทธเจ้าตราบใด ชื่อว่าความเข็ญใจอย่าได้มีแก่ข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า” พระปทุมุตตรสัมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ว่า ด้วยผลแห่งกฐินทานนั้น นายนรชีวะจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีในอนาคตกาล ก็คือพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายในบัดนี้

              เทศนาปริโยสาเนด้วยการกระทำบุญทั้งหลาย เนื่องในโอกาสเทศกาลงานถวายผ้าไตรกฐินประทานของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม พระเดชพระคุณ พระพรหมโมลี ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กรรมการมหาเถรสมาคม โดยอาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ ที่ร่วมรับเป็นประธานถวายผ้าไตรกฐินประทานในครั้งนี้ มีคณะศรัทธาสาธุชนร่วมออกโรงทานจำนวนมาก มีการบริจาคปัจจัยเพื่อสมทบการบูรณะปฏิสังขรณ์อาราม การร่วมตระเตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับ การถวายไทยธรรม ถวายภัตตาหารเพล การสมาทานศีล ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น ขอความสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลชนมายุ วรรณะ สุขะ พละ สถาพร จงสโมสรสำเร็จเป็นนิจนิรันดร์ แก่ท่านทายกทายิกาทั้งหลาย ตลอดถึงคณะท่านประธานถวายผ้าไตรกฐิน ที่นำโดยอาจารย์ ร้อยตำรวจตรี (หญิง) ดร.ราริสสา คุณธีรยุทธ สงวนทรัพย์ และคณะ และท่านผู้ช่วยทุกท่านที่ขวนขวายและอนุโมทนา สิ่งใดๆ อันดีงามที่ปรารถนาแล้ว ขอสิ่งนั้น ๆ จงพลันสำเร็จสมประสงค์จงทุกประการ รับประทานวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในกฐินานิสังสกถา ก็สมสมัยได้เวลา ขอยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

อัลบั้มภาพ

`