ข่าวสารสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 155) บทแสดงพระธรรมเทศนา“รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”โดย พระมหาดุสิตญาณภูสิโต ปธ.9 วัดไทยลอสแองเจลิส
แสดงพระธรรมเทศนา ถวายเป็นพระราชกุศล “รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”
……………………….
โดย พระมหาดุสิต ญาณภูสิโต ปธ.9 วัดไทยลอสแองเจลิส
……………………………………………………….
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส, ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส, นโม ตสฺส ภควโต, อรหโต สมฺมา, สมฺพุทฺธสฺส. ว่า ๓ จบ
นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตาติฯ
บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสานา เพื่อเป็นเครื่องประดับ สติปัญญา เพิ่มพูนกำลังศรัทธาปสาทะความเลื่อมใสสัมมาปฏิบัติ เสริมสร้างปัญญาบารมีเพื่อความเป็นพหูสูตรผู้ฟังมากแก่ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ซึ่งกำลังน้อมรับฟังพระธรรมเทศนา ณ กาลบัดนี้ พอสมควรแก่เวลา ด้วยนิกเขปบทยกขึ้นเบื้องต้นมีใจความว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งคนดี และจะเป็นทิศทางให้ทำความดียิ่งๆ ขึ้นไปฯ โดยปรารภเหตุแห่งการบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ๕ ธันวาคม วันชาติ วันพ่อแห่งชาติ และวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งได้อนุโลมผนวกการจัดงานทำบุญเป็นพร้อมกันในวันเดียวกัน
วันชาติ คือ วันที่กำหนดเป็นวาระเฉลิมฉลองความเป็นชาติของประเทศนั้นๆ โดยมากมักจะถือเป็นวันหยุดประจำชาติด้วย วันชาตินั้นมักจะเป็นวันก่อตั้งรัฐหรือดินแดนหรือเป็นวันสถาปนาประเทศ หรือวันที่มีเอกราชในรัฐ หรือได้รับเอกราชคืนจากผู้ยึดครอง
นอกจากนี้ยังอาจใช้วันที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ หรือศาสนา เป็นวันชาติก็ได้ บางรัฐถือวันเกิดของประมุขแห่งรัฐเป็นวันชาติ โดยเฉพาะรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในกรณีที่เปลี่ยนพระประมุขวันชาติก็เปลี่ยนด้วย หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ โดยทั่วไป ซึ่งมักจะจัดให้มีการเฉลิมฉลองความเป็นอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของกษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ เพื่อรวมความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ แม้มีเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ และนับถือศาสนาต่างกัน ต่างก็หล่อหลอมรวมใจเข้ากันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น จึงจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ วันชาติของแต่ละประเทศจะเป็นวันใดนั้น ขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้นๆ
ความเป็นมาของวันชาติไทย แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน อันเป็นวันที่คณะราษฎรก่อการปฏิวัติสยามใน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ยึดปฏิบัติอยู่ยาวนานถึง 21 ปี โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 ถึง ปี พ.ศ. 2503 ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกวันชาติเดิมให้ถือเอาวันพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันชาติแทน โดยให้เหตุผลว่า
“เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
วันชาติปัจจุบัน แม้ว่าการกำหนดวันสำคัญต่างๆ ของชาติและวันหยุดราชการจะเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี แต่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ และวันชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นวันหยุดราชการ
ความสำคัญของความเป็นชาติในวันชาตินั้น ดังมีพระบรมราโชวาทว่า “ ทุกคนมีชาติบ้านเมือง เป็นที่อยู่อาศัย ทุกคนจะมีความสุขความเจริญได้ ก็เพราะบ้านเมือง เป็นปรกติมั่นคง”
ดังนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลาย พึงนำคติธรรมวันชาติมาพิจารณา โดยตรึกถึงการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ประเทศชาติบ้านเมือง บ้านเกิด เมืองนอน มีความรักหวงแหนถิ่นฐานบ้านเกิดของตน นับว่าเป็นคนกตัญญู ด้วยเหตุนี้ จึงต้องอาศัยกตัญญูกตเวทิตาธรรมเป็นเครื่องนำ อันหมายถึงความเป็นผู้รู้คุณที่ผู้อื่นทำแล้วและตอบแทน รู้คุณบรรพบุรุษ เชิดชูให้ความเคารพนับถือบรรพบุรุษ ผู้ก่อร่าง ปลูกสร้าง แปลงเมืองมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งต่างก็ช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา มาจนถึงรุ่นเรา และเราเองที่มีความรักชาติ ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดไปถึงอนุชนรุ่นลูกหลานต่อไปเป็นทอดๆ โดยเฉพาะช่วยกันรักษาเอกลักษณ์ของชาติให้มีความมั่นคงต่อไป มีความกตัญญูต่อสถานที่ บุคคล โอกาส และประเทศชาติ โดยมีคติธรรมคือ กตัญญูกตเวทิตาธรรม
ส่วนวันพ่อแห่งชาติ ทุกคนมีพ่อ พ่อแต่ละคนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนช่วยเหลือเลี้ยงดูลูก และเป็นแบบอย่างให้ลูกๆ เจริญรอยตาม พ่อเป็นปุรัตถิมทิศ ทิศเบื้องหน้า คือ ทิศตะวันออก ซึ่งได้แก่บิดามารดา เพราะเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก่อน บทบาทของพ่อหรือบิดามารดานั้นคืออนุเคราะห์บุตรธิดา เช่น ห้ามปรามจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยาและให้โอกาสทางการศึกษาของลูก หาคู่ครองที่สมควรให้ มอบทรัพย์สมบัติมรดกให้ในโอกาสอันสมควร โดยเฉพาะมรดกความดี
ครั้นรู้บทบาทของพ่อแล้ว สิ่งที่ลูกหรือบุตรธิดาพึงทำตอบแทนบิดามารดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้านั้น คือ ท่านเลี้ยงเรามาแล้วเลี้ยงท่านตอบ ช่วยทำการงานหรือสืบสานภารกิจของท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่านตามโอกาสสมควร
ดังเช่นท่านทั้งหลายบำเพ็ญกุศล ในเนื่องในโอกาสในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์มีพระประสูติกาล เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เสด็จสวรรคตผ่านไป 5 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ด้วยพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนเสด็จสวรรคต นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย
ในด้านศาสนาพระองค์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกอุปถัมภ์ทุกศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนานั้น พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ มีพระราชศรัทธาเลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง จึงทรงอุปสมบทเพื่อศึกษาหลักพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ส่วนพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพด้านอื่นๆ ของพระองค์นั้น คงได้ฟังจากบทอาเศียรวาทและบทกลอนต่างๆ ในพิธีแล้ว ครั้นกาลสมัยเวียนบรรจบมาคำรบปี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พสกนิกรวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร จึงจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสนี้ เพื่อจะมีข้อธรรมเครื่องประกอบธรรมกถา จึงขอนำบท “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ประพันธ์เป็นคติธรรมว่า
พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
(ความดีก็ปรากฏ กิติยศ ฤาชา
ความชั่วก็นินทา ทุรยศ ยินขจรฯ)
และอาตมาได้ประพันธ์เพิ่มเติมว่า
เศษซากสัตว์ สลัดขว้างประดับโลกา
ซากมนุษย์สุดอนาถหนารกร้างปฐพี
เพียงความดียังอบอวล ให้อนุสรณ์ถึง
ส่วนความชั่วก็ลือหึ่งสาปส่งให้ลืมเลือน.......
เพื่อเป็นคติธรรมยิ่งๆ ขึ้นจึงจะได้นำธรรมเกี่ยวกับการระลึกถึงความตาย หรือ มรณานุสสติ 8 ประการ มาพิจารณาโอกาสนี้
พึงระลึกถึงความตายโดยอาการ 8 อย่าง คือ
พึงระลึกถึงความตายโดยปรากฏดุจเพชฌฆาต ซึ่งติดตามทุกย่างก้าว เหมือนเงาติดตามตัว
พึงระลึกถึงความตายโดยวิบัติแห่งสมบัติ ปัจจุบันเป็นของเรา อีกไม่นานก็อาจเปลี่ยนไป
พึงระลึกถึงความตายโดยเปรียบเทียบ แม้ผู้มียศใหญ่ก็จากไปไม่แยแส ทิ้งสมบัติมากมายในโลกา
พึงระลึกถึงความตายโดยร่างกายเป็นสาธารณแก่สัตว์และปัจจัยแห่งความตายมากชนิด
พึงระลึกถึงความตายโดยอายุเป็นของอ่อนแอ
พึงระลึกถึงความตายโดยชีวิตไม่มีนิมิตหมาย
พึงระลึกถึงความตายโดยชีวิตมีกำหนดกาล
พึงระลึกถึงความตายโดยชีวิตมีขณะสั้นนัก
พึงระลึกถึงความตายโดยเปรียบเทียบ โดยเทียบกับความมียศใหญ่ ความตายนี้ได้ตกต้องกับท่านผู้มียศใหญ่ คือ ผู้มีบริวารมาก มีทรัพย์และพาหนะพร้อมพรั่ง แม้กระทั่งพระเจ้ามหาสมมต พระเจ้ามันธาตุ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ และพระเจ้าทัฬหเนมิ ผู้มียศยิ่งใหญ่ในอดีตผ่านมา ต่างไม่อาจหลีกหนีความตายไปได้ แล้วทำไมความตายจะไม่มาถึงกับคนเช่นเราเล่า
พึงระลึกถึงความตายโดยเทียบกับความเป็นผู้มีบุญมาก เศรษฐีเหล่านี้คือ โชติยะ ชฏิละ อุคคะ เมณฑกะ ปุณณกะ และคนอื่นๆ ที่ปรากฏว่า เป็นผู้มีบุญมากในโลก ยังถึงความตายไปจนหมดสิ้น จะกล่าวอะไรเล่ากับคนเช่นเรา
พึงระลึกถึงความตายโดยเทียบความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ต่างก็ทำความย่ำยี ซึ่งศัตรูคือสรรพกิเลส ด้วยพละคือญาณและวิริยะของตน จนได้บรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณเป็นพระสยัมภู ผู้รู้ได้ด้วยตัวเอง มีจริยาเยี่ยงนอแรด แม้พุทธบุคคลเหล่านั้น ก็มิได้พ้นความตายจากโลกนี้ไป ไฉนเล่า ตัวเราจักพ้นจากความตายไปได้
พระมหาฤษี ผู้มีเดชอาศัยนิมิต พิจารณาสอบสวนจนได้บรรลุอาสวักขัย ด้วยญาณอันกล้า เป็นพระสยัมภูเปรียบเสมอด้วยนอแรด เพราะเที่ยวไปและพักอยู่ผู้เดียว แม้พระมหาฤษีเหล่านั้น ก็หาล่วงความตายไปได้ไม่ จะกล่าวอะไรเล่ากับคนเช่นเรา
การพระราชสมภพในโลกนี้และการเสด็จสวรรคของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงเป็นทิฏฐานุคติหรือแบบอย่างให้สาธุชนทั้งหลายได้นำมาพิจารณาด้วยปัญญาอันแยบคาย ก็จะเกิดผลานิสงส์แก่ตนเอง คนดีจากไปใครๆ ก็สรรเสริญ คนชั่วจากไปใครๆ ต่างนินทา หาผู้ทำอนุสรณ์ให้ไม่ แต่พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เป็นอนุสรณ์ให้เราทั้งหลายได้ยึดเป็นถูปารหบุคคล อันหมายถึง บุคคลผู้ควรเคารพสักการะ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
“ดูก่อนอานนท์ บุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป เรียกว่า ถูปารหบุคคล มี ๔ ประเภท คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกอรหันต์ พระเจ้าจักรพรรดิ บุคคลพิเศษทั้ง ๔ นี้ ควรที่บรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูป เพื่อเป็นที่สักการบูชากราบไหว้ ด้วยความเลื่อมใส ด้วยสามารถเป็นพลวะปัจจัย นำให้ผู้กราบไหว้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ตามกำลังศรัทธาเลื่อมใสแล”
หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว การบำเพ็ญกุศลวันนี้ จึงนับเป็นการทำบุญเพื่อสำนึกในความเป็นผู้รักชาติในวันชาติ ทำบุญตอบแทนผู้มีพระคุณคือบิดาในวันพ่อแห่งชาติ และน้อมรำลึกนึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณโดยปรารภวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจและยังคงสถิตย์ตั้งมั่นในใจของพสกนิกรปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานฯ
อิมินา กตปุญฺเญน ด้วยอำนาจทักษิณานุปทาน คณะสาธุชนผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมใจกันบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุลอุทิศวิบากราสีส่งสนองถึงพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หากทรงทราบด้วยญาณวิถีใด ขอโปรดได้รับปัตตานุโมทนา ทานมัย ตามวิถีแห่งอัตภาพ และขอจงอำนวยพรให้ประเทศชาติเมืองบ้านเกิดความสงบ บุตรธิดาผู้เลี้ยงดูบิดามารดามีความเจริญก้าวหน้า พสกนิกรประชาชนมีความสุข ทั่วหน้า ตลอดกาลเป็นนิตย์ จงสำเร็จหิตานุหิตสุข ตามคตินิยม สมประสงค์ดังปรารถนาทุกประการ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ฯ





















































