ข่าวสารสร้างสรรค์ (บทความ ลำดับที่ 163) พระธรรมเทศนา "งานสิริอายุวัฒนา 86 ปี คุณแม่สุชาดา ปทะวานิช" โดย พระมหาดุสิต ญาณภูสิโต ปธ.9 วัดไทยลอสแองเจลิส
เทศน์วันเกิดคุณแม่สุชาดา ปทะวานิช สิริอายุวัฒนา 86 ปี โดย พระมหาดุสิต ญาณภูสิโต ปธ.9 วัดไทยลอสแองเจลิส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส, ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส, นโม ตสฺส ภควโต, อรหโต สมฺมา, สมฺพุทฺธสฺส. ว่า ๓ จบ
อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลนฺติฯ
บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนสัตถุธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสานา เพื่อเป็นเครื่องประดับ สติปัญญา เพิ่มพูนกำลังศรัทธาปสาทะความเลื่อมใสสัมมาปฏิบัติ เสริมสร้างปัญญาบารมีเพื่อความเป็นพหูสูตรผู้ฟังมากแก่ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ซึ่งกำลังน้อมรับฟังพระธรรมเทศนา ณ กาลบัดนี้ พอสมควรแก่เวลา
ด้วยนิกเขปบทยกขึ้นในเบื้องต้นมีใจความว่า ธรรม สี่ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จะเจริญบังเกิดมีแก่บุคคลผู้กราบไหว้เป็นปกติ ผู้อ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญเป็นนิตย์ ผู้ไหว้เป็นปกติ หมายถึงผู้ขวนขวายกิจคือการไหว้เนืองๆ กราบไหว้บูชาถูปารหบุคคล กล่าวคือบุคคลที่ควรยกย่องกราบไหว้บูชาสถูปของท่าน ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ กราบไหว้บูชาคุณพระรัตนตรัย กระทั่งที่สุดบุคคลผู้ควรเคารพนับถือ น่ายกย่อง น่ากราบไหว้ในสังคมของตน ธรรมสี่ประการจะเจริญบังเกิดแก่คฤหัสถ์ผู้อ่อนน้อมหรือผู้บูชาเป็นนิตย์ ด้วยการกราบไหว้ แม้ในพระภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้บวชในวันเดียว และธรรมสี่ประการจะเจริญบังเกิดแก่บรรพชิตผู้อ่อนน้อมหรือผู้บูชาเป็นนิตย์ ด้วยการกราบไหว้ในท่านผู้แก่กว่าโดยบรรพชาหรือโดยอุปสมบท (หรือ) ในท่านผู้เจริญด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ ธรรมสี่ประการเหล่านี้ทั้งปวงย่อมเจริญไปพร้อมกับอายุขัยของผู้มีปกติกราบไหว้อ่อนน้อมถ่อมตนสม่ำเสมอตราบจนสิ้นสุดชีวิตในอัตภาพนั้น ดังปรากฏในเรื่องอายุวัฒนกุมารนิทานธรรมบทว่า คร้้งพระบรมศาสดาทรงอาศัยทีฆลัมพิกนคร ประทับอยู่ ณ กุฎีในป่า ทรงปรารภกุมารผู้มีอายุยืน ด้วยนิกเขปบทธรรมเป็นต้นว่า อภิวาทนสีลิสฺส ดังนี้ กล่าวถึงพราหมณ์สองสหายออกบวชในลัทธิภายนอกศาสนาบำเพ็ญตบะสิ้นกาล 48 ปี พราหมณ์คนหนึ่งสึกออกไปขายเครื่องบริขารตน และได้ภรรยาพร้อมด้วยโค 100 ตัวและทรัพย์ 100 กหาปณะ ตั้งเป็นกองทุนเลี้ยงชีวิต จนกระทั่งภรรยาคลอดเด็ก จึงได้นำภรรยาและบุตรชายไปกราบไหว้พราหมณ์นักบวชผู้สหาย สองสามีภรรยากราบไหว้นักบวชผู้สหาย ได้รับพรว่า ขอท่านจงเป็นผู้มีอายุยืน ครั้นมารดาบิดาให้บุตรไหว้บ้าง พราหมณ์นักบวชผู้สหายกลับนิ่งเสีย แล้วบอกเหตุว่า เด็กมีอันตรายและจะตายภายใน 7 วัน เราไม่สามารถช่วยเหลือได้ จงรีบนำเด็กนี้ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ผู้เป็นพระสัพพัญญู รู้แจ้งเหตุทั้งปวงขอให้พระองค์ช่วยเหลือ พระบรมศาสดาจึงตรัสบอกอุบายเครื่องป้องกันโดยให้ทำมณฑปใกล้ประตูเรือนของตน ให้ทำตั่งไว้ตรงกลางมณฑปนั้น แล้วปูอาสนะไว้ 8 หรือ 16 ที่ ล้อมรอบตั่งนั้น ให้สาวกของเรานั่งบนอาสนะเหล่านั้น ให้ทำพระปริตร 7 วันไม่ให้หยุดในระหว่าง อันตรายของเด็กนั้นพึงเสื่อมไปด้วยอุบายอย่างนี้ หลังจากนั้นพระบรมศาสดาส่งภิกษุไปสวดพระปริตรโดยให้เหล่าภิกษุนั่งในมณฑป พราหมณ์สามีภรรยาให้เด็กนอนบนตั่ง ภิกษุทั้งปวงสวดพระปริตร 7 คืน 7 วันไม่มีระหว่าง ในวันที่ 7พระบรมศาสดาเสด็จมาด้วยพระองค์เอง พวกเทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นประชุมกัน อวรุทธกยักษ์ตนหนึ่งบำรุงท้าวเวสวัณ 12ปี เมื่อจะได้พรจากสำนักท้าวเวสวัณนั้น ได้กล่าวว่า ในวันที่ 7 จากวันนี้ ท่านพึงจับเอาเด็กนี้กิน จึงได้มาเฝ้ายืนรอจับกินเด็กอยู่ ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จไปในมณฑปนั้น เมื่อพวกเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ประชุมกัน พวกเทวดาผู้มีศักดิ์น้อยต่างถอยร่นถดถอยไปไกลตลอด 12 โยชน์ อวรุทธกยักษ์มีศักดิ์น้อย ก็จำต้องถอยหลีกไปยืนห่างไกลอย่างนั้นเหมือนกัน พระบรมศาสดาพร้อมสงฆ์ทั้งมวลทรงทำพระปริตรตลอดคืนยังรุ่ง เมื่อ 7 วันล่วงไป อวรุทธกยักษ์จับเด็กกินไม่ได้ ในวันที่ 8 ครั้นอรุณขึ้น สองสามีภรรยานำเด็กมาเพื่อให้ถวายบังคมพระบรมศาสดา พระองค์จึงตรัสว่า ขอเจ้าจงมีอายุยืนเถิด เด็กจะมีอายุยืน 120 ปี จึงได้นามว่า อายุวัฒนกุมาร ครั้นอายุวัฒนกุมารเติบโตแล้ว มีอุบาสก 500 คน แวดล้อมเที่ยวไป
การกราบไหว้ท่านผู้มีพระคุณทำให้อายุยืนเจริญอย่างเดียวหามิได้ พระบรมศาสดาตรัสว่า เหล่าสัตว์ผู้ไหว้ท่านผู้มีพระคุณ ย่อมเจริญด้วยเหตุ 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ พ้นจากอันตรายทั้งปวง ดำรงอยู่จนตลอดอายุขัยทีเดียว ครั้นจบเทศนา อายุวัฒนกุมารตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับอุบาสก 500 คน แม้ชนเหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น
ด้วยวาระศุภมงคลที่คุณแม่สุชาดา ปทะวานิช เจริญสิริอายุวัฒนา ครบ 86 ปี วันที่ 7 เดือนมกราคม 2565 นี้ จึงได้นำบทพระธรรมเทศนาด้วยพร 4 ประการนี้ มาสาธกยกขึ้นสาธยายเพื่อปรารภเหตุแห่งการทำบุญในวันนี้ ท่านสาธุชนทั้งหลายได้มีโอกาสได้ทำบุญพร้อมกันนี้ โดยได้ยกย่องเชิดชูอ่อนน้อมกราบไหว้ผู้มีพระคุณต่อวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร ตามนามท่านปรากฏเป็นพยานประจักษ์ในชื่อวัดนี้ คุณแม่สุชาดา ปทะวานิช ท่านเป็นมหาอุบาสิกาแก้ว ผู้เป็นต้นแบบแห่งพุทธศาสนิกชน เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของคณะอุบาสกอุบาสิกา คณะทำงานโครงการสร้างวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร (ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมจาริกสังฆวิหาร) มูลนิธิพระธรรมจาริก ลอสแองเจลิส เพราะท่านได้เป็นแบบอย่างแห่งอุบาสิกาผู้ถวายอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศอย่างไม่จำกัด จึงน่าอนุโมทนาชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง หากจะว่าไปแล้ว ความสำเร็จของการสถาปนาโครงการสร้างวัดสาขาในต่างประเทศ ตามโครงการสร้างวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหารนี้ ก็ด้วยคุณูปการของคุณแม่สุชาดา ปทะวานิช ผู้เป็นแบบอย่างทางความคิด ทำให้คณะทำงานเกิดความอาจหาญแกล้วกล้าในการตัดสิน เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังให้กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญานำความคิด และที่สำคัญคือกำลังทรัพย์ จนสำเร็จประโยชน์ด้วยดีเป็นประจักษ์ ณ ปัจจุบันนี้ คุณแม่สุชาดา ปทะวานิช จึงนับว่าเป็นแบบอย่างของพุทธบริษัทที่สร้างสรรค์ประโยชน์ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์เพื่อผู้อื่น โดยเฉพาะการสร้างประโยชน์เพื่อผู้อื่น ท่านได้อาศัยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของท่านสร้างวัดและสนับสนุนการสร้างวัด สร้างอาคารพระปริยัติธรรมต่างๆ มากมาย พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนให้ทุนการศึกษาทางพระพุทธศาสนาหลากหลายกิจกรรม จึงยากที่จะนำมาประมวลคณานับพรรณนาได้ทั่วถึง ซึ่งกุศลศรัทธาของท่านนั้นได้ก่อเกิดประโยชน์เกื้อกูล เอื้ออำนวยแก่การประกาศพระศาสนาอย่างมากมายดังผู้มีบุญในอดีตกาลสร้างวัดอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เช่น การสร้างวัดเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาน้อมบูชาพระพุทธเจ้า เกิดผลานิสงส์ที่เห็นประจักษ์แก่การประกาศพระพุทธศาสนามากมายนานัปการเกินจะพรรณนาคุณได้ทั่วถึง หากย้อนกลับไปเมื่อสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายสวนไผ่เป็นสังฆารามแก่พระพุทธเจ้าประทับเพื่อเริ่มต้นประกาศพระศาสนา จึงนับว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาในนามว่า “วัดพระเวฬุวัน” จากนั้นพระพุทธเจ้าได้ประทับที่กูฏาคารในป่ามหาวันเพื่อเป็นวัดประกาศพระศาสนาต่อเนื่อง ครั้นต่อมาประทับที่พระเชตวันมหาวิหาร ที่อนาถปิณฑิกเศรษฐีขอซื้อที่ดินจากเจ้าชายเชตพระญาติของพระเจ้าปเสนทิโกศล เจ้าชายเชตเห็นถึงความมีศรัทธาแน่วแน่แกล้วกล้าในการสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า จึงได้มอบที่ดินให้เปล่า และเพื่อเป็นเกียรติอนุสรณ์ในการทำบุญร่วมกัน จึงตั้งชื่อว่า วัดพระเชตวัน หมอชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจำพระพุทธเจ้า เห็นว่าวัดพระเวฬุวันและวัดพระเชตวันไกลเกินไปในการเสด็จสัญจรของพระพุทธเจ้า จึงได้ถวายสวนมะม่วงของตนสร้างเป็นวัดชื่อว่า วัดชีวกัมพวัน นางวิสาขามิคารมารดา มหาอุบาสิกาผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งปวง สร้างวัดบุพพาราม ถวายพระพุทธเจ้า วัดโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี เป็นวัดที่ท่านโฆสกะเศรษฐีสร้างถวายพระพุทธเจ้า และวัดนิโครธารามใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ เป็นวัดที่พระญาติสร้างถวายพระพุทธเจ้าขณะจำพรรษาที่ 15 หลังจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม จะเห็นได้ว่าวัดที่มีชื่อเสียงครั้งพุทธกาลเหล่านี้ ล้วนแต่ผู้มีบุญสร้างถวายพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์เป็นพุทธบูชาทั้งนั้น เพราะได้เล็งเห็นประโยชน์อำนวยความสะดวกแก่การประกาศพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ครั้นพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว มีกุลบุตรผู้มีศรัทธาบวชตามมากขึ้น จึงมีผู้มีศรัทธาสาธุชนได้ถวายที่ดินเพื่อสร้างเป็นศาสนสถานสำหรับพระสงฆ์จำพรรษาบำเพ็ญสมณธรรมทำกิจวัตรและศาสนกิจของพุทธบริษัท และเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลทานศีลภาวนา ศูนย์รวมจิตใจ พร้อมทั้งเป็นสถานสังคมสงเคราะห์สำหรับประชาชนทั่วไปอีกมากมาย แม้กาลจะผ่านเนินนานไปเป็นสองพันกว่าปี ชื่อของผู้มีบุญเหล่านั้นยังเป็นที่จดจำตลอดมา ครั้นกาลเวลาต่อจากนี้ไปก็เช่นกัน นามปรากฏว่า สุชาดา ปทะวานิช ก็จะเป็นที่จดจำให้รำลึกนึกถึงของอนุชนรุ่นหลังและเป็นประวัติศาสตร์แห่งการสร้างวัดเป็นมหาอุบาสิกาผู้อุปถัมภ์ในพระพุทธศาสนาตลอดไป
แม้ตั้งแต่อดีตกาลผ่านมา พระบรมบุรพมหากษัตริย์ก็ทรงอาศัยพระราชศรัทธาส่วนพระองค์ทรงนิยมสร้างและอุปถัมภ์วัดประจำพระองค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นวัดประจำพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และเป็นวัดประจำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 และวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์พระยศในขณะนั้นหรือพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงรับอุปถัมภ์เป็นอารามหลวงประจำพระองค์ ซึ่งบุรพบรรพบุรุษแต่กาลก่อน แสดงให้เห็นปณิธานแน่วแน่และความสำคัญของสร้างวัดเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าว่ามีอานิสงส์เอื้อและเกื้อกูลเพียงไรถึงอนุชนรุ่นหลัง ด้วยวิสัยทัศน์กอร์ปด้วยศรัทธาของคุณแม่สุชาดา ปทะวานิช ก็เช่นกัน เมื่อมีทรัพย์ ท่านจึงใช้จ่ายทรัพย์นั้นให้เกิดประโยชน์เพื่อตนเองและเพื่อส่วนรวม เพื่อตนเองนั้น คือการใช้ทรัพย์ให้เป็นสะพานบุญและเสบียงบุญให้เป็นพาหนะเพื่อพาตนข้ามพ้นจากอบายภูมิไปสู่สัมปรายภพที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนเพื่อส่วนรวม ท่านเป็นทานบดี เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ ไม่ตกเป็นทาสแห่งทรัพย์ ได้ถวายทรัพย์เป็นกองทุนสร้างศาสนวัตถุจนก่อผลานิสงส์แก่ผู้คนเป็นจำนวนมากซึ่งไม่เพียงแค่เป็นศาสนสถานที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เท่านั้น ยังเป็นบุญเขตให้สาธุชนทั้งหลายได้ยึดเป็นที่พึ่งทางใจเพื่อกำจัดความทุกข์ก่อให้หิตานุหิตประโยชน์แก่ชุมชนทุกหมู่เหล่าอย่างทั่วถึง
สำหรับพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่สุชาดา ปทะวานิช วันนี้ แม้ว่าท่านไม่ได้อยู่ในที่นี้ด้วย แต่ท่านก็ทราบด้วยสื่อสารต่างๆ ที่คณะสงฆ์และลูกหลานสาธุชนส่งถึงท่านอย่างสม่ำเสมอ อาตมภาพผู้แสดงธรรมก็ขออัญเชิญบทพระธรรมเทศนาด้วยพรสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ดังพระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นแบบอย่างและพระสงฆ์สาวกทั้งมวลได้ยึดเป็นแบบให้พรจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเครื่องปฏิการะสัมโมทนียกถาตอบคุณแทนและชื่นชมกุศลศรัทธาของคุณแม่สุชาดา ปทะวานิช ผู้เกลี่ยทรัพย์บำรุงพระพุทธศาสนาดังอนาถบิณฑิกเศรษฐีและมหาอุบาสิกาวิสาขามิคารมารดาในครั้งพุทธกาล ด้วยการทำบุญ บริจาคทานสร้างบารมีให้แก่ตนเพื่อเป็นการทำบุญเสริมสิริอายุวัฒนาของท่าน ซึ่งด้วยทานบารมีอย่างสม่ำเสมอของท่านนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ท้้งฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น
ดังนั้น ด้วยปรารถเหตุนี้ทำให้สาธุชนมีโอกาสได้รับฟังธรรมในการฉลองทำบุญคล้ายวันเกิดซึ่งเป็นเสมือนการเตือนตนไม่ให้ประมาทในวัยทั้งสาม คือปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย พึงรักตนเอง และรักษาตนให้ดี เตือนตนด้วยการทำบุญหลายประการมี ทาน ศีล และภาวนาเป็นต้นตามกำลัง ส่วนบรรพชิตนั้นพึงถึงความขวนขวายในวัตรปฏิบัติ ศึกษาพระปริยัติธรรม และการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคายด้วยปัญญา พิจารณาอาการ 32 เห็นความแปรผันแห่งกองสังขารว่ามีความสิ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ชื่อว่ารักษาตนด้วยดี
หากคฤหัสถ์ผู้เป็นบัณฑิต ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ในทั้งสามวัย จำต้องประคับประคองรักษาตนไว้ให้ดี แม้ในวัยใดวัยหนึ่งก็ได้เหมือนกัน ถ้าไม่อาจทำกุศลได้ในปฐมวัยที่เต็มไปด้วยกำลังและเวลา แต่ขาดทุนทรัพย์ หรือเพราะความไร้เดียงสาด้วยความเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ในการละเล่น ในมัชฌิมวัยพึงเป็นผู้ไม่ประมาทบำเพ็ญกุศล เพราะมีทรัพย์ มีกำลัง ควรจัดสรรเวลาที่มีน้อยของตนให้พอเพียง หากในมัชฌิมวัย ยังต้องเลี้ยงบุตรหลานภรรยาสามี มีภาระด้วยการครองเรือน มีกิจมากด้วยหน้าที่ของตนจนไม่มีเวลา ไม่อาจบำเพ็ญกุศลปฏิบัติธรรมได้ ในปัจฉิมวัย อย่าพึงประมาท ต้องบำเพ็ญกุศลให้ได้ เพราะมีทรัพย์ มีเวลา ถึงกำลังจะถดถอยน้อยลงก็ตาม ถ้าหากปล่อยให้ความแก่ชราครอบงำมากขึ้นจนพลาดพลั้งเสียโอกาส ก็จะโศกเศร้าโสกาในภายหลัง ด้วยอาการแม้อย่างนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีตนเป็นอันประคับประคองให้ดี ไม่ชื่อว่ามีตนเป็นที่รัก เขาผู้นั้นก็เท่ากับทำตนให้เสียโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ แต่ไม่ทำตนให้ก้าวพ้นจากอบายไปสู่ภูมิธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปในเบื้องหน้า
ส่วนบรรพชิตนั้นแตกต่างจากการประพฤติของคฤหัสถ์ บรรพชิตต้องไม่ประมาททั้งสามวัย หากประมาทในวัยใดวัยหนึ่ง ไม่ตั้งใจในการบำเพ็ญสมณธรรมให้ดี ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีตนเป็นที่รัก คือไม่รักตนเอง บรรพชิตผู้นั้นจึงเท่ากับทำตนนั้นให้เดือดร้อน ด้วยความเดือดร้อนตามในภายหลังโดยแท้
ด้วยวันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่สุชาดา ปทะวานิช เหล่าพระสงฆ์พร้อมสาธุชนวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร จึงขออำนวยอวยพรให้ท่านมีความสุข ความเจริญ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวง มีความสุขโชคลาภ สมปรารถนาตามโลกียวิสัยสุข หากท่านปรารถนาถึงโลกุตรวิสัยภูมิ มีพระนิพพานเป็นเป้าหมายแล้วไซร้ ก็ขอให้สมปรารถนาดังใจหมายทุกประการ































































