ข่าวสารสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 259) ข้อบังคับมูลนิธิพระธรรมจาริกสังฆวิหาร " DHAMMACHARIKA SANGHAVIHARA FOUNDATION” (ประเทศไทย) 99/115 หมู่ที่ 6 ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ข้อบังคับ
มูลนิธิพระธรรมจาริกสังฆวิหาร
หมวดที่ 1
ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง
ข้อ 1 มูลนิธินี้ชื่อว่า มูลนิธิพระธรรมจาริกสังฆวิหาร เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า " DHAMMACHARIKA SANGHAVIHARA FOUNDATION”
ข้อ 2 เครื่องหมายของมูลนิธิ คือ
“รูปซุ้มเรือนไทย ภายในมีรูปคนนั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ “รูปคน” หมายถึง ทรัพยากรมนุษย์ และเหล่าสังฆบริษัท “รูปต้นโพธิ์” หมายถึง องค์ความรู้ ภูมิปัญญา เหนือต้นโพธิ์เป็น “รูปพระอุณาโลม หมายถึง ดวงปัญญาที่เฉียบแหลมรอบรู้ ทันสมัย ทันโลก มองการณ์ไกล “รูปวงกลม”หมายถึง ความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว สามัคคี สังฆะ ภายใต้ซุ้มเรือนไทยมีโบว์สองชั้น ชั้นที่หนึ่ง ภาษาอังกฤษเขียนว่า DHAMMACHARIKA SANGHAVIHARA FOUNDATION โบว์ชั้นที่สอง เขียนว่า มูลนิธิพระธรรมจาริกสังฆวิหาร “ซุ้มเรือนไทย” หมายถึง ศูนย์กลางการเรียนรู้ อันเป็นสังฆวิหาร
รวมความ “ศูนย์การเรียนรู้ สำหรับพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้มีปัญญา คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น สู่ความเป็นต้นแบบคุณธรรม”
ดังรูปที่ปรากฏด้านล่างนี้
ข้อ 3 สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิ ตั้งอยู่ที่ 99/115 หมู่ที่ 6 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110
หมวดที่ 2
วัตถุประสงค์
ข้อ 4 วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้ คือ
4.1 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
4.2 ประสานงานเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมการพัฒนาสังคม
4.3 อบรม สัมมนา และวิชาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ วิถีธรรม วิถีไทย
4.4 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมอื่นๆ ของพระพุทธศาสนาตามสมควร
4.5 ดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลเพื่อการกุศล และองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อสาธารณประโยชน์
4.6 ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
หมวดที่ 3
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ข้อ 5 ทุนทรัพย์ของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ
5.1 เงินสด จำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)
ข้อ 6 มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
6.1 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
6.2 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
6.3 ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
6.4 รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
6.5 รายได้อื่นจากการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
หมวดที่ 4
คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
ข้อ 7 กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
7.1 มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
7.2 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
7.3 ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
ข้อ 8 กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
8.1 ถึงคราวออกตามวาระ
8.2 ตาย หรือ ลาออก
8.3 ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ข้อ 7
8.4 เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการมูลนิธิ
หมวดที่ 5
การดำเนินงานของคณะกรรมการของมูลนิธิ
ข้อ 9 มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 7 คน
ข้อ 10 คณะกรรมการมูลนิธิ ตามข้อ 9 ประกอบด้วยตำแหน่ง ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เหรัญญิก เลขานุการมูลนิธิ และกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามจำนวนที่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร
ข้อ 11 การแต่งตั้งกรรมการมูลนิธิ ตามข้อบังคับ ข้อ 10 ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน แต่งตั้งกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ ข้อ 9
ข้อ 12 กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ข้อ 13 การแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
ข้อ 14 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก และในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งจากการถึงคราวออกตามวาระ ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งจากการถึงคราวออกตามวาระ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่จากนายทะเบียน
ข้อ 15 ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิแทนตำแหน่งที่ว่าง กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงตามวาระของกรรมการผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
หมวดที่ 6
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 16 คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
16.1 กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
16.2 ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ
16.3 เสนอรายงานกิจกรรม รายงานการเงิน และบัญชีรายรับ - รายจ่าย ต่อนายทะเบียน
16.4 ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิและวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
16.5 ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
16.6 แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.7 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
16.8 เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
16.9 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.10 เชิญ พระเทพโกศล (สังวาล ของฉัน) เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ
16.11 การแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ หรือมติให้ดำเนินการตามข้อ16.6, 16.7, 16.8 และ 16.9 ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม
ข้อ 17 ประธานกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
17.1 เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.2 สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.3 เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับและสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ
17.4 ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 18 ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ19 ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น
ข้อ 20 เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประชุมของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ
ข้อ 21 เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ 22 สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ 23 คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่น ๆ ของมูลนิธิได้
หมวดที่ 7
อำนาจ ขอบข่ายอนุกรรมการ
ข้อ 24 คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษคราวใดก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการและคณะแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็ได้
ข้อ 25 อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้
25.1 อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
25.2 อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
หมวดที่ 8
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 26 คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี ภายในเดือนพฤษภาคม และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ 27 การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้ สำหรับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 26 บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 28 กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 26 บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 29 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 30 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานในที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้
หมวดที่ 9
การเงิน
ข้อ 31 ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทนมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ 32 เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
ข้อ 33 เงินสดของมูลนิธิ หรือเอกสารสิทธิ ต้องนำไปฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร
ข้อ 34 การสั่งจ่ายเงินของมูลนิธิโดยเช็ค จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนกับเลขานุการหรือเหรัญญิก ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ 35 การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิหรือรายได้อื่นจากการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
ข้อ 36 ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน บัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงิน ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ 37 ให้คณะกรรมการมูลนิธิจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี
หมวดที่ 10
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ
ข้อ 38 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม
หมวดที่ 11
การเลิกมูลนิธิ
ข้อ 39 ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ วัดศรีโสดา จังหวัดเชียงใหม่
ข้อ 40 การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
40.1 เมื่อมูลนิธิได้รับจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลจากนายทะเบียนแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
40.2 เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
40.3 เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ
40.4 เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด
หมวดที่ 12
บทเบ็ดเตล็ด
ข้อ 41 การตีความในข้อบังคับมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 42 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับ ในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้
ข้อ 43 มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง
ลงนาม ผู้จัดทำข้อบังคับ
(นายธวัช ราษฎร์โยธา)
ประธานกรรมการมูลนิธิธรรมจาริกสังฆวิหาร

