ข่าวสารสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 340 ) Meeting for The Project Open House: Mahawichalai Dharma Foundation Learning Center.

  • 2 ปีที่แล้ว
  • pichainart1976

Meeting for The Project Open House: Mahawichalai Dharma Foundation Learning Center. …………………………………………

ภาคค่ำ หลังจากวัตรเย็นเจริญสติภาวนา สาธยายพรัพมนต์แล้ว พระครูพิศาลธรรมจารี รองประธานและเลขานุการมูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ พร้อมด้วย พระอาจารย์ปรีชา ขนฺติพโล นิสิตปริญญาเอกมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หนานโก้ หนานจัน หนานรัน หนานสมศักดิ์ และคุณสมชาย ร่วมประชุมหาคือคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ อาศรมพอเพียงภิรมย์ เพื่อสานต่อปณิธานโครงการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวต้นแบบเพื่อการพึ่งพาตนเองตามศาสตร์พระราชา ที่ดำเนินการมากว่า 12 ปี

…………………………………………..

พระครูพิศาลฯ ได้แจ้งความคืบหน้ากิจกรรมต่างๆ ว่า หลังจากที่เราดำเนินการจดทะเบียนมูลมหาวิชชาลัยธรรมะเสร็จสิ้นแล้ว ก็ดำเนินการตามกระบวนงาน และให้เป้นไปตามตราสารชฃของมูลนิธิ ในการนี้เรามีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีสำนักงานสาขา ที่เรียกว่า ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ อาศรมพอเพียงภิรมย์ฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีภาระหน้าที่บูรณาการ 4 ประการคือ (1) เผยแผ่พระพุทธศาสนา (2) ประสานและพัฒนาสังคม (3) อบรม วิชาการ (4) บริหารองค์กรให้เป็นสัปปายะ ซึ่งปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ อาศรมพอเพียงภิรมย์ มีผลงานและความเคลื่นไหวมากมาย ได้เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล เฟสบุ๊ค เว็บไซต์ ไลน์ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ……………………………………………..

เมื่อองค์กรมีพัฒนาการ มีความเจริญงอกงามขึ้น ผู้คน หน่วยงานต่างๆ ต่างสนใจเข้าร่วมเรียนรู้กิจวัตร กิจกรรม กิจการ กับศูนย์การเรียนรู้ฯ เพื่อให้ทราบทิศทาง ปณิธาน วัตถุประสงค์ แผนงาน โครงการและกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ ในการนี้คณะทำงานจึงกำหนดให้มีงาน “เปิดบ้าน ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมมะ(Open House: Mahawichalai Dharma Foundation Learning Center) ขึ้น ในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร กิจวัตร กิจกรรม กิจการ งานบริหารองค์กร ในมิติต่าง พร้อมทั้งแสวงหาเครือข่าย แนวร่วมต่างๆจากทุกภาคส่วน และได้กำหนดนัดหารือกำหนดกรอบการทำงานก่อนในวันที่ 20 มกราคม 2567 เพื่อรวบรวมหน่วยงาน ภาคี จัดทำเป็นเอกสารเชิงหลักการ และก่อนจะถึงวันงาน คณะทำงานจึงนัดหารือนอกรอบ Focus Group ในค่ำคืนนี้ 12 มกราคม 2567 โดยมีโจทย์เล่นๆ ว่า จะเปิดบ้านให้เขาดูเรามีอะไรให้เขาดู และเราควรมีอะไรๆ ก่อนเปิดบ้าน ในค่ำคืนนี้จึงเป็นการทบทวนร่องรอยและเรื่องราวที่ดำเนินการมาแล้ว ทั้งในรูปของกิจการบ้านสวน ผลิตภัณฑ์ Farm และลักษณะของชุมชน ………………………………………………

ชุมชนพอเพียงภิรมย์ (ของเรา) มี พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เรียงร้อยเรื่องราวในความเป็นเรา ของเรา มีห้องสมุดเล็กๆ ที่มากมายหลายหลากด้วยมวลหนังสือหลากหมวด มีหอสวดมนต์เล็กๆ สำหรับทำวัตรสวดมนต์ มีสวนผักและสมุนไพรพื้นบ้านเล็กๆ ที่หลากหลายด้วยพันธุ์พืชพันธุ์ผัก มีห้องพักไม่มากมายแต่อบอุ่น สำหรับอำนวยความสะดวกแก่เหล่าสังฆบริษัท มีห้องครัว ห้องอาหาร เล็กๆ แคบๆ สำหรับบริการงานสังคมน้อยใหญ่ ……………………………………………….

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมที่เป็นนวัตกรรมบูรณาการให้เป็นผลิตผล ได้แก่ (1) กิจวัตรประจำวันของศูนย์ฯ ตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น (2) กิจกรรมตามแผนงานและโครงการ ว่าด้วยตามวันสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โครงการส่งเสริมสัมมาชีพ และ (3) สัปปายะสถาน ที่พัก ที่สวดมนต์ที่ประชุมสัมมนา ที่อ่านหนังสือ ที่นั่งเล่น (4) ผักและสมุนไพรพื้นบ้านที่เป็นอาหารและยา แคแดง แคขาว ชะอม ดีปลี มะละกอ พริก หน่อไม้ กล้วย ข่า ตะไคร้ ยี่หร่ายผักหนาม ชะพลู กะเพรา ขี้เหล็ก มะเขือ ผักชีลาวต้น ชะมวง มันปู ย่านาง เป็นต้น (5) เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ อาทิ แกงโฮะ แกงแค แกงเปอะ แกงป่า เป็นต้น (6) หลักสูตรภูมิธรรมขั้นพื้นฐาน 12 ประการ

……………………………………………..

เมื่อทบทวนมาถึงจุดนี้แสดงถึงจุดขาย จุดเด่นเล็กๆน้อยๆ ที่เรามี สามารถเปิดบ้านให้เขาชมได้ แต่จะต่อยอดให้ยั่งยืนได้อย่างไร หากเราจะสร้างรายได้เพื่ออยู่ได้ อยู่รอด ควรทำอะไร อย่างไร โดยใคร ที่ประชุมในค่ำคืนนี้ โดยทีมงานอาสาสมัคร ได้สรรสาระว่าด้วย กำเนิด ” Farm พอเพียงภิรมย์ “หากเราจะทำฟาร์มควรเป็นฟาร์มในทิศทางไหน ที่ประชุมเห็นด้วยกับหลักการ Organic แล้วอะไรล่ะที่จะเป็น ผลิตภัณฑ์ Organic จากการต่อยอดความรู้จากในสวน ที่เคยคิดเคยทำ ได้แก่ (1) ปลูกผักไฮโดโปนิกส์ (2) ปลูกผักสาธิตในเข่ง วงบ่อ (3) เพาะเห็นนางฟ้า (4) ผลิตเครื่องเทศ (5) ทำร้านอาหาร และกาแฟ ที่ประชุมได้ถกกันอย่างหลากหลาย มอบหมายให้ นายกฤชธร และนายธนวรรธน์ เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของแผนธรรมธุรกิจ ประกอบด้วยกระบวนงาน คือ (1) ประสานผู้รู้ ผู้ชำนาญการ (2) ศึกษาดูงานนอกสถานที่ และเชิญวิทยากรมาบรรยายอบรม (3) ทำแผนธุรกิจ (4) ทำแพ็กเกจ (5) ออกแบบโลโล (6) ทำสถานที่ (7) เปิดเพจ และ(7) ทำการตลาด

…………………………………………..

ในเรื่องสุดท้ายคือจำลองสถานการณ์ร้านอาหาร Coffee Shop ที่ต้องปรับปรุงสถานที่ บรรยายกาศให้เป็นเหมือนร้านกาแฟในสวนธรรม สิ่งที่ต้องหาคือ (1) เครื่องปั่นผลไม้ (2) เครื่องชงกาแฟ (3) โต๊ะ เก้าอี้ (4) เคาท์เตอร์ (5) มุมเน็ต (6) มุมบริการอื่นๆ

……………………………………………

เพื่อให้การเปิดบ้าน ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สวยงาม สง่างาม สมบูรณ์พร้อมทั้งบู๊และบุ๋น จึงแบ่งงานและมอบหมายงานเพื่อจัดทำเอกสานเชิงหลักการ ออกเป็น 3 หมวดคือ (1) บทความทางวิชาการ จำนวน 2 บทความ เพื่อจุดประกายความคิดนักเขียน นักพัฒนา และแนะนำองค์กรให้บุคคลทั่วไปรู เข้าถึง เข้าใจองค์กรมากขึ้น มอบหมายให้ หนานโก้ กับ พระอาจารย์ปรีชา ดำเนินการ (2) เขียนแผนธุรกิจ “พอเพียงภิรมย์” มอบหมายให้ หนานจันทร์ หนานรัน ดำเนินการ และ(3) แผนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ อาศรมพอเพียงภิรมย์ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ วิถีธรรม วิถีไทย มอบหมายให้ พระครูพิศาลธรรมจารี ดำเนินการ

…………………………………………………..

โครงการพัฒนา “บ้านสวนพอเพียงภิรมย์ เพื่อการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” กิจการบ้านสวนพอเพียงภิรมย์ ดำเนินการมาได้กว่า 12 ปี มีแนวคิดตามโครงการวิจัย การพัฒนาเด็ก เยาชนและครอบครัวให้พึ่งพาตนเองตามศาสตร์พระราชา ทำสวนปลูกผักและสมุนไพรพื้นบ้าน ทำผลิตภัณฑ์ ทำการตลาด ทำกองทุน ทำกิจกรรมเสริมทักษะอื่นๆ ด้วยสถานการณ์ที่เร่งเร้า เร่งรัด ทำให้ผู้คนต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อประกอบสัมมาชีพเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ทำให้บรรยากาศที่เคยอบอุ่นได้ห่างหายทำลายความเป็นครอบครัว การจัดกิจกรรมด้วยการสร้างสถานการณ์ บ้านสวนพอเพียงภิรมย์ เพื่อกระตุ้นให้ตื่นรู้ รู้คิด รู้พอเพียง และรู้จักการสร้างความสุขจากความพอเพียง ให้พอใจในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น การพัฒนา ต่อยอดบ้านสวนพอเพียงภิรมย์ เป็นการสร้างสวรรค์บ้านสวน ให้ลูกหลาน พี่น้องหลงถิ่น ได้คืนถิ่น จึงเป็นที่มาของโครงการนี้

(1) กิจกรรมสร้าง Coffee shops สำหรับบริการอาหารและเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำปั่น น้ำสมุนไพร อาหารเมนูบ้านๆ เพื่อสุขภาพ แกงโฮะ แกงแค แกงเปอะ แกงป่า เป็นต้น (2) กิจกรรมสร้าง Farm พอเพียงภิรมย์ ปลูกผักและสมุนไพรพื้นบ้าน และปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เพื่อสุขภาพ ความสำคัญของโครงการ สถานการณ์ หลักการและเหตุผล

การเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนประเทศไทย การปลูกพืชในสมัยก่อนจะใช้วิธีการปลูกพืชในดิน ซึ่งการปลูกพืชในดินก็เป็นวิธีที่นิยมปฏิบัติกันทั่วไป ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีที่ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ แต่ก็พบปัญหามากเช่นกัน ซึ่งได้แก่ ปัญหาสภาพอากาศ เช่น ในฤดูแล้ง พื้นดินจะแห้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้เป็นอุปสรรคในการเพาะปลูก เพราะการปลูกพืชวิธีนี้ใช้ดินเป็นองค์ประกอบหลัก ความเสี่ยงในผลผลิต สมัยก่อนการเพาะปลูกนั้นจะทำเพื่อบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็นำไปแลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภค บริโภคแทนการใช้เงินซื้อ การเพาะปลูกระบบนี้จึงเป็นการเพาะปลูกแบบพอเพียง จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องศัตรูพืช แต่ปัจจุบันจุดประสงค์ของการปลูกเปลี่ยนมาเป็นเพื่อการค้า และใช้ระบบการปลูกแบบขยายวงกว้างซึ่งมีความยากลำบากในการป้องกันปัญหาจากศัตรูพืช ดังนั้นจึงมีการนำยาฆ่าแมลงเข้ามาใช้ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีความสวยงาม และเมื่อนำออกสู่ตลาดจะขายได้ราคาดี แต่การทำเช่นนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปเป็นเวลานาน สารพิษเหล่านี้ก็จะสะสมและตกค้างอยูในร่างกาย ข้อจำกัดของสถานที่ ขึ้นชื่อว่าการปลูกพืชในดินก็จะต้องปลูกในสถานที่ที่เป็นดิน ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด เช่น แฟลต หรือ อาคารชุด ไม่สามารถเพาะปลูกได้ จากปัญหาข้างต้นนี้ทำให้มีผู้นำวิธีการปลูกพืชแบบใหม่เข้ามาใช้เพื่อลดปัญหาข้างต้น ซึ่งวิธีการที่ว่านี้ก็คือ “การปลูกพืชแบบไร้ดิน (Soilless Culture)” ไฮโดรโปนิกส์ มีประโยชน์หลักๆ 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือช่วยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้มากขึ้นสำหรับการเติบโตของพืชแทนที่จะเป็นการใช้ดินอย่างเดิม ทำให้กำจัดตัวแปรที่ไม่ทราบออกไปจากการทดลองได้จำนวนมากประการที่สองก็คือ พืชหลายชนิดจะให้ผลผลิตได้มากในเวลาที่น้อยกว่าเดิม และในบางครั้งก็มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิมด้วย ซึ่งในสภาพแวดล้อมและสภาพการเศรษฐศาสตร์หนึ่งๆการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะให้ผลกำไรแก่เกษตรกรมากขึ้น และด้วยการปลูกที่ไม่ใช้ดินจึงทำให้พืชไม่มีโรคที่เกิดในดิน ไม่มีวัชพืช ไม่ต้องจัดการดินและยังสามารถปลูกพืชใกล้กันมากได้ด้วยเหตุนี้พืชจึงให้ผลผลิตในปริมาณที่มากกว่าเดิมขณะที่ใช้พื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังมีการใช้น้ำน้อยมากเพราะมีการใช้ภาชนะ หรือระบบวนน้ำแบบปิดเพื่อหมุนเวียนน้ำเมื่อเทียบกับการเกษตรแบบเดิมแล้ว นับว่าใช้น้ำเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ด้วยคุณภาพที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ไฮโดรโปนิกส์มีประโยชน์กับการปลูกพืชที่ไม่ใช่วิธีการแบบเดิมๆ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ได้เสนอมานานแล้ว ผู้จัดทำโครงการเห็นว่าการปลูกผักแบบไร้ดิน เป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะทำให้การเกษตรของบ้านเราสามารถก้าวไกลไปได้อีก อีกทั้งยังสามรถทำได้โดยไม่ต้องมีพื้นที่ที่กว้างขวางมากนัก และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้สนใจที่จะทำการเกษตรในแนวนี้ ทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ บริโภคในอีกทางหนึ่งด้วย เพราะในปัจจุบัน ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นพืชผักที่ปลูกง่ายในด้านผักสลัดและเป็นการปลูกผักที่ประหยัดพื้นที่ ผักไฮโดรโปนิกส์ประเภทผักสลัดนั้นมีประโยชน์มากมายสามารถบริโภคได้ตั้งแต่ เด็กยันผู้สูงอายุ สามารถทานได้เพื่อสุขภาพและเพื่อการบริโภคต่างๆ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นนวัตกรรมการปลูกผักแบบใหม่ที่เป็นที่น่าสนใจในยุคปัจจุบันและคิดว่าในอนาคตนี้จะเป็นที่นิยมกันมากในสังคม ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานพืชผักที่ปลอดสารพิษกันมาขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาต่อสุขภาพต่อเกษตรกรและผู้บริโภคด้วยด้วยเหตุนี้จึงได้จัดทำโครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เพื่อสุขภาพ

วัตถุประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับการปลูกพืชไร้ดิน

ตัวชี้วัดความสำเร็จ : ร้อยละ 80 ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชไร้ดิน 2 เพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดในการทำเกษตร เช่น การไม่มีพื้นที่ทำกิน ความแห้งสภาพดินไม่สมบูรณ์ ตัวชี้วัดความสำเร็จ : ประชาชนสามารถปลูกพืชได้แม้ไม่มีพื้นที่ทำกิน หรือ สภาพดินไม่สมบูรณ์

เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาลดการใช้สารเคมี และ ยาปรับศัตรูพืชซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคพืชผัก ที่ปลอดสารพิษ ตัวชี้วัดความสำเร็จ : ร้อยละ 80 ประชาชนไม่นิยมใช้สารเคมี และ ยาปรับศัตรูพืช และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคพืชผักส่วนครัว เพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพในอนาคต ตัวชี้วัดความสำเร็จ : ร้อยละ 80 ประชาชนมีความรู้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ประชาชนมีความรู้และได้รู้จักการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ 2.ประชาชนมีการปลูกผักปลอดสารพิษรับประทานเองในครัวเรือน 3.ประชาชนประหยัดพื้นที่ในการเพาะปลูกสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อย 4.เกษตรกรและผู้บริโภคสามารถลดปริมาณสารเคมีตกค้างในผัก (3) กิจกรรมเรียนรู้กิจวัตร กิจกรรม กิจการ เปิดคอร์สอบรมธรรมะแบบง่ายๆๆ สบายๆๆ ตามหลักภูมิธรรมขั่นพื้ฐาน 12 ประกาน (4) กิจกรรมสร้างแลนด์มาร์ค สำหรับเช็คอิน และพัฒนาระบบสารสนเทศ สร้างเพจ พัฒนาเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค (5) กิจกรรมสวนผักและสมุนไพรพื้นบ้านที่เป็นอาหารและยา สร้างสวนผักและสมุนไพรพื้นบ้าน แปรรูป ถนอมอาหาร เก็บเมล็ดพันธุ์ (6) กิจกรรมพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและแลนด์สเคป (Landscape) เพื่อสัปปายะสถาน

อัลบั้มภาพ

`